วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผศ. ดร.สิงห์ อินทรชูโต : ออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะ จากงานก่อสร้าง


ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการกระตุ้นจิตสำนึกความรับผิดชอบของผู้ประกอบการในภาคโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่ทุกๆ ภาคธุรกิจจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ตามกระแสความร้อนแรงของภาวะโลกร้อนที่เริ่มมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกิดขึ้นและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ
 จากความตื่นตัวต่อภาวะโลกร้อนนี้เอง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างเริ่มผสมผสานการออกแบบอาคารให้ลงตัวกับแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม ตามเทรนด์นิยมที่เรียกว่า Green Design โดยทำการออกแบบอาคาร ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติให้น้อยที่สุด เพื่อลดปริมาณขยะ 60 ล้านตัน/ปี ที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารให้น้อยลง ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการออกแบบอาคารเป็นจุดเริ่มต้นของการลดปริมาณขยะจากงานก่อสร้างก่อนที่จะนำไปสู่การเป็นนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

การออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความต่อเนื่อง
   ผศ. ดร.สิงห์ อินทรชูโต 
หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Design Principal เฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อม แบรนด์ “OSISU” กล่าวว่าแนวคิดการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในแง่มุมของอุตสาหกรรมการออกแบบก่อสร้าง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสภาพแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ด้วยขนาดและปริมาณมวลในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างยังมีความต้องการใช้วัสดุต่างๆ มากถึง 40%ของจำนวนวัสดุกว่าพันล้านตันที่ผลิตขึ้นมาในโลก ดังนั้นแนวคิดการออกแบบในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยระยะเวลาและการปลูกฝังจิตสำนึกให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อมิให้กลายเป็นเพียงกระแสสังคม ซึ่งยากมากในแง่ของการปฏิบัติจริง ภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนมีมาตรการที่เข้มแข็ง และต้องรีบดำเนินการในขณะที่ผู้คนในสังคมกำลังมีความตื่นตัวในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างให้เกิดความต่อเนื่องทางความคิด



 ต้องคำนึงถึงบริบทแวดล้อมและการใช้พลังงานของอาคาร
      หัวใจสำคัญของการออกแบบนวัตกรรมอาคารสมัยใหม่ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม คือ การคำนึงถึงบริบทแวดล้อมและการใช้พลังงานของอาคาร ตั้งแต่พลังงานในการผลิตวัสดุ (Embodied Energy) พลังงานระหว่างการก่อสร้าง พลังงานเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ พลังงานในการใช้อาคารและพลังงานในการรื้อถอนหรือการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse and Recycle) ซึ่งต้องยอมรับว่าวัสดุที่เลือกใช้ในการออกแบบก่อสร้างเป็นปัจจัยที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากวัสu3604 ดุก่อสร้างต้องผ่านกระบวนการผลิต การขนส่ง การประกอบ รวมไปถึงการทุบทำลาย รื้อถอน หรือแม้กระทั่งการนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิล ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง จึงเป็นหัวใจหนึ่งของการออกแบบนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม
                นอกจากนี้การออกแบบนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ยังต้องมีความเหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจสำหรับผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคาร ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้อาคารได้เป็นอย่างดี เพื่อให้อาคารมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เศษวัสดุก่อสร้างจากการรื้อถอนทุบทำลายนำกลับมาใช้ใหม่ได้
       ผศ. ดร.สิงห์ 
ได้กล่าวว่า เพื่อให้อาคารมีศักยภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การออกแบบอาคารควรต้องคำนึงถึงกระบวนการรื้อถอน ทุบทำลาย เพื่อปรับปรุง ต่อเติมหรือสร้างใหม่ทดแทนด้วยเนื่องจากการรื้อถอน ทุบทำลาย ทำให้ปริมาณขยะจากงานก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าการออกแบบอาคารส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่ได้คำนึงถึงการจัดการเศษซากวัสดุจากการรื้อถอน ทุบทำลายอาคารดังนั้นเพื่อให้ปริมาณขยะจากเศษวัสดุในงานก่อสร้างลดลง การออกแบบอาคารจึงควรต้องคำนึงถึงการนำเศษวัสดุดังกล่าวกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้สามารถใช้วัสดุก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

       “เศษวัสดุก่อสร้างที่เหลือทิ้งจากการรื้อถอน ทุบทำลายสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษปูน กรอบประตู กรอบหน้าต่าง กรอบกระจก แผ่นพื้นปาร์เก้ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอาคารนั้นๆ ได้มีการวางแผนและออกแบบไว้ล่วงหน้าจะทำให้การนำเศษวัสดุกลับมาใช้ใหม่มีขั้นตอนที่ง่ายขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนในการดำเนินการ ซึ่งนักออกแบบควรให้ความสำคัญและคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วย


ปรับภูมิทัศน์โดยรอบอาคารช่วยประหยัดพลังงาน
      สำหรับอาคารต่างๆ ที่ได้ก่อสร้างไปแล้ว โดยไม่ได้ทำการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือการประหยัดพลังงานไว้ล่วงหน้า อาจทำการปรับปรุงสภาพแวดล้อมหรือภูมิทัศน์ของอาคารอย่างง่ายๆ ด้วยการลดการใช้เครื่องปรับอากาศภายในอาคารให้น้อยลง และปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศอย่างเหมาะสม ควบคู่กับ  การปรับปรุงอาคาร เช่น ติดตั้งแผงกันแดดนอกอาคารเพื่อป้องกันมิให้ความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวอาคารตลอดจนปรับภูมิทัศน์โดยรอบอาคาร เช่น การปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงา และบังแดดให้แก่อาคาร เป็นต้นทั้งนี้การปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงากับอาคารจะต้องตระหนักถึงพันธุ์ไม้ที่เลือกปลูกด้วย เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมของอาคารได้อย่างแท้จริง ซึ่งต้นไม้ใหญ่ที่เลือกปลูกเพื่อปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้เอื้อต่อการประหยัดพลังงานนั้นจะต้องมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ สามารถให้ร่มเงา ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี ทนทาน และดูแลรักษาง่ายไม่ใช่คำนึงถึงเพียงแค่ความสวยงามเท่านั้น
 ปรับทัศนคติและแนวคิดการออกแบบสร้างนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม
       ผศ. ดร.สิงห์ 
กล่าวว่า การออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องมีความยั่งยืน จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดดังนั้นการสร้างคุณค่าของงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมจะต้องมีความต่อเนื่อง และมีความสมดุลทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม ซึ่งกุญแจแห่งความสำเร็จของการออกแบบนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมประการหนึ่ง ก็คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นในมุมมองต่างๆ กับสถาปนิก นักออกแบบ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทีม เพื่อปรับทัศนคติ แนวความคิดในการออกแบบให้มีความสอดคล้อง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะนำไปสู่การออกแบบนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมปรากฏออกมาได้อย่างชัดเจน

ปัญหาอย่างหนึ่งของการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ก็คือ การมีส่วนร่วมระหว่างภาคเอกชนกับภาควิชาการ โดยเฉพาะนักวิจัยจะมีแนวทางในการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวซึ่งกันและกัน เนื่องจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาควิชาการเป็นหัวจักรที่สามารถนำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งการนำเศษวัสดุก่อสร้างเหลือใช้กลับมารีไซเคิล และการนำเศษวัสดุมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง
 หนุนงานวิจัยและพัฒนาทั้งระบบ Active และ Passive Design
      ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาด้านการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานในประเทศไทยยังคงมีความต่อเนื่อง โดยมีการนำผลการวิจัยและพัฒนาไปประยุกต์ใช้งานจริง งานวิจัยและพัฒนาดังกล่าวมีพื้นฐานการวิจัยที่สามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กล่าวคือ การวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นระบบ Active Design มีความเชื่อมั่นในระบบปรับอากาศ ทำการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับการลดการใช้พลังงานเครื่องปรับอากาศในอาคารให้น้อยลง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งทำการศึกษาถึงระบบ Passive Design ซึ่งเป็นงานวิจัยและพัฒนาที่ทำการศึกษาบนพื้นฐานของการถ่ายเทความร้อนตามธรรมชาติและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular Design) มุ่งเน้นเรื่องระบบการถ่ายเทอากาศ ป้องกันมิให้ความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารได้โดยง่าย ตลอดจนปรับภูมิทัศน์โดยรอบอาคาร

      “จะเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานได้เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Cool Wall, Cool Roof, Cool Floor, Green Roof และระบบไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ รวมไปถึงกระจกกันความร้อน สีทาผนังเพื่อลดความร้อนเข้าสู่อาคาร (Ceramic Coating) หรือแม้แต่ระบบ Co-Generation เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่าผลงานการวิจัยและพัฒนาได้รับการนำไปประยุกต์ใช้มากขึ้น ผศ. ดร.สิงห์ กล่าว
  ทั้งนี้การวิจัยและพัฒนามีความสำคัญต่อการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลการวิจัยและพัฒนาจะเป็นคำตอบที่นำไปสู่การประยุกต์ใช้ ทั้งยังทำให้ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้รับการปรับปรุง แก้ไข ลดความเสี่ยงในการนำไปใช้งานอีกด้วย
Bio-Façade 


สำหรับอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมจากคณะสถาปัตย์ ม.เกษตรฯ
     ล่าสุดสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับผนังสีเขียวหรือ Bio-Façade ซึ่งเป็นการใช้ต้นไม้ประกอบอาคารให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในบริเวณซึ่งไม่สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ นำโดย รศ.พาสินี สุนากร, ชนิกานต์ ยิ้มประยูร และเกรียงศักดิ์ มั่นเสถียรสิน
                Bio-Façade หรือ Greenwall คือ การทำให้ผนังอาคารมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อน และการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ไม้เลื้อยปลูกบนกรอบอาคาร มีลักษณะเป็นแผงกันแดดให้แก่อาคาร สำนักงาน หรืออาคารที่พักอาศัยที่ต้องการให้มีการระบายอากาศแบบธรรมชาติ
                สำหรับการทำ Bio-Façade สถาปนิกผู้ออกแบบจะต้องคัดเลือกต้นไม้ โดยใช้พันธุ์ไม้ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เติบโตเร็ว ดูแลรักษาง่าย มีความสวยงาม ปกคลุมได้ดีในแนวตั้ง มีความหนาแน่นปานกลาง และมีความสูงไม่ต่ำกว่าสามเมตร เพื่อปกคลุมอาคาร ลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคารให้น้อยลง ส่งผลให้การใช้พลังงานภายในอาคารลดลง


 แฮปปี้แลนด์ แกรนด์ วิลล์ทาวน์โฮมประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่
       ผศ. ดร.สิงห์ 
ได้ทดลองทำผนังต้นไม้ (Greenwall) โดยเน้นที่ไม้เลื้อย เพื่อลดความร้อนสู่อาคาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้จนสามารถนำไปใช้งานจริงในบ้านพักอาศัยโครงการแฮปปี้แลนด์ แกรนด์ วิลล์ ซึ่งเป็นโครงการบ้านพักอาศัยแบบทาวน์โฮมที่ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุก่อสร้าง ได้รับการออกแบบให้มีความเป็นธรรมชาติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยผสานการออกแบบบ้านและนวัตกรรมด้านประหยัดพลังงานเข้าด้วยกัน แนวคิดการออกแบบบ้านโครงการแฮปปี้แลนด์ แกรนด์ วิลล์ ได้เลือกใช้ Greenwall เป็นผนังสีเขียวโอบล้อมตัวบ้านอย่างกลมกลืน ช่วยลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านให้แก่ผู้อยู่อาศัย ส่วนภายในบ้านจะเน้นวัสดุที่ใช้งานจริงและมีต้นไม้เข้ามาเป็นส่วนร่วมเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดการใช้พลังงานภายในบ้านอีกด้วย

 เทคโนโลยีการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม
           เทคโนโลยีการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ยังได้รับการพัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องในต่างประเทศขณะนี้มีอาคารประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน ที่ออกแบบโดยผสมผสานระหว่าง Active Design และ Passive Design เข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม เช่น ระบบ Dynamic Insulation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบการถ่ายเทอากาศผ่านผนัง มีการควบคุมความดันอากาศระหว่างภายในและภายนอกอาคาร แล้วปรับอุณหภูมิแบบธรรมชาติ เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่มีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย รวมไปถึงเรื่องของ Double Skin Façade หรือการทำผนังสองชั้น ซึ่งความร้อนและความเย็นจากภายนอกจะถูกกั้นไว้ โดยมีช่องว่าง (Gap) เป็น Buffer Zone แต่อากาศสามารถถ่ายเทได้ ทำให้อากาศภายในอาคารและภายนอกอากาศไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งถือเป็นเทคนิคในการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีในหลายๆ ภูมิอากาศ



 ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
       อย่างไรก็ตามการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยนั้น นอกจากจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ และสภาพภูมิประเทศด้วย เพื่อให้การเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการประหยัดพลังงานได้อย่างแท้จริง แม้ว่าอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยทุกวันนี้จะยังมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แต่เชื่อว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประกอบกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยมีการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผศ. ดร.สิงห์ กล่าวในที่สุด







 Environmental object คือ เทคโนโลยีการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม

แหล่งที่มา :

ผศ. ดร.สิงห์ อินทรชูโต : ออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะ จากงานก่อสร้าง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.greennetworkthailand.com/system/?p=62 . (วันที่สืบค้นข้อมูล : 10 กรกฎาคม 2555). 

นางสาววรรณธกานต์  พยุงวงษ์ (วิว)



Green Technology : เทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม

  Green Technologies หรือเทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้น สืบเนื่องมาจากในปัจจุบันได้มีการตื่นตัวกันอย่างมากของคนทั้งโลก ในเรื่องของการรักษาสภาพแวดล้อมให้แก่โลก เพราะในปัจจุบันคนทั้งโลกต้องเผชิญกับสภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนของลม ฟ้า อากาศ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เกิดมาจากผลการกระทำของมนุษย์เอง
ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม ดังนั้นลองมาดูกันว่าเทคโนโลยีด้านระบบไอทีนั้น มีเทคโนโลยีไหนหรือเทคโนโลยีของใครบ้างที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของโลก และรายละเอียดของการรักษาสภาพแวดล้อมภายในเทคโนโลยีนั้น ๆ มีอะไรบ้าง

 รู้จักกับ Green Technology
     พอพูดถึงคำว่า เทคโนโลยี เราก็มักจะนึกถึงแอพพลิเคชันที่ช่วยสร้างชิ้นงาน ความรู้ คำว่า Green Technology หรือเทคโนโลยีสีเขียวเป็นวิวัฒนาการ วิธีการและอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการจัดการแก้ไขปรับแต่งให้การทำงานของผลิตภัณฑ์เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ผลกระทบจากการใช้งานของอุปกรณ์ เรียกว่าจะช่วยให้การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ สะอาดขึ้น ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนานั้นได้เติบโตไปยังสิ่งต่างๆ ได้แก่
   *  การสนับสนุน จะมีการประชุมเพื่อสร้างสังคมในอนาคตโดยปราศจากการเสียหาย การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
  * การออกแบบจากแหล่งกำเนิดไปยังแหล่งกำเนิด การใช้งานของสิ่งต่างๆ ก็จะเป็นวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างผลิตภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้
  * การลดข้อมูล เป็นการลดทิ้งและมลพิษ โดยการเปลี่ยนรูปแบบของการนำไปสร้างผลิตภัณฑ์และการบริโภค
  * พัฒนาสิ่งใหม่ๆ เป็นการพัฒนาเพื่อเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการนำซากสัตว์มาเป็นเชื้อเพลิงหรือทางเคมี แต่ก็อาจทำให้สุขภาพและสภาพแวดล้อมเสียหายได้
  * ความสามารถในการดำรงชีวิต สร้างศูนย์กลางทางด้านเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ความเร็วในการพัฒนาและสร้างอาชีพใหม่เพื่อปกป้องโลก
  * พลังงาน ต้องรับรู้ข่าวสารทางด้านเทคโนโลยีสีเขียวรวมไปถึงการพัฒนาของเชื้อเพลิง ความหมายใหม่ของการกำเนิดพลังงาน และผลของพลังงาน
  * สภาพสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การค้นหาสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อค้นหาสิ่งที่บรรลุและวิธีที่ทำให้เกิดการกระทบกับสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด
  เทคโนโลยีด้านระบบไอทีนั้นมีเทคโนโลยีไหน หรือเทคโนโลยีของใครที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก และรายละเอียดของการรักษาสภาพแวดล้อมภายในเทคโนโลยีนั้นๆ มีอะไรบ้าง

 Green Computer
   Green Computer เครื่องคอมพิวเตอร์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอื่นๆ ประกอบไปด้วยพลังงานหน่วยประมวลผลศูนย์กลางที่มีประสิทธิภาพ (ซีพียู) เครื่องเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์เสริมเพื่อลดการทำงานของทรัพยากรและการจัดการเรื่องการสิ้นเปลืองของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste)
   นานมาแล้วที่เราได้มีการริเริ่มการใช้ Green Computing ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการติดป้ายเป็นรูปดาวพลังงานหรือ Energy Star ซึ่งนั่นเป็นการริเริ่ม Environmental Protection Agency (EPA) การป้องกันทางด้านสิ่งแวดล้อมในปี ค.ศ. 1992 เพื่อโฆษณาโดยหวังให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ได้นำไปใช้งานด้วยการติดลาเบล Energy Star โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เครื่องคอมพิวเตอร์ และหน้าจอ ซึ่งได้ถูกนำไปใช้งานทวีปยุโรปและเอเชีย ซึ่งเป็นแนวทางให้มีการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบนี้ เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ก็อย่างเช่น ผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์และทางด้านธุรกิจตัวอย่างการลดพลังงาน ได้แก่
    * ให้ซีพียูและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้งาน ลดการใช้พลังงานลง
    * ลดพลังงานและการจ่ายไปให้แก่อุปกรณ์เสริมที่ไม่ได้ใช้งานนาน เช่น เครื่องพิมพ์เลเซอร์
   * ให้หันมาใช้จอภาพหรือมอนิเตอร์ในแบบ Liquid-Crystal-Display (LCD) แทนการใช้มอนิเตอร์ Cathode-Ray-Tube (CRT)
    * ถ้าเป็นไปได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปจะกินไฟและใช้พลังงานมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
   * ใช้ฟีเจอร์ Power-Management ให้ปิดการทำงานของฮาร์ดดิสก์ และหน้าจอมอนิเตอร์หากไม่ได้มีการใช้งานติดต่อกันนานๆ หลายนาที
   * ใช้กระดาษให้น้อยที่สุด และถ้าเป็นไปได้ก็ให้นำกระดาษกลับมาใช้งานหมุนเวียนอีก
   * ลดการใช้พลังงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เวิร์กสเตชัน เซิร์ฟเวอร์ เน็ตเวิร์กและข้อมูลส่วนกลาง
Green Data Center
     ศูนย์กลางข้อมูลสีเขียว คือ การใช้งานทางด้านการจัดเก็บข้อมูล การจัดการทางด้านข้อมูลและการแพร่กระจายของข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้พลังงานสูงสุดแต่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยสุด ทั้งการออกแบบการคำนวณจะเน้นศูนย์กลางข้อมูลสีเขียวรวมถึงเทคโนโลยี
ขั้นสูงและยุทธศาสตร์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น
    * ใช้อุปกรณ์ที่แผ่กระจายแสงได้น้อยๆ อย่างการปูพรม
    * การออกแบบที่สนับสนุนสภาพแวดล้อม
    * ลดการสิ้นเปลืองโดยการนำกลับมาใช้งานอีก
 สภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการใช้งานระบบไอที
  เชื่อหรือไม่ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานอยู่นี้ก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งเมื่อใช้งานอยู่ก็คงไม่รบกวนโลกมาก แต่พอเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง เราก็อัพเกรด จวบจนวันหนึ่งที่ไม่สามารถอัพเกรดได้ก็ต้องเอาไปขายเป็นเศษเหล็ก ซึ่งก็ได้เงินมาไม่กี่บาท แต่ขยะคอมพิวเตอร์ ซึ่งอุปกรณ์บางอย่างก็ไม่สามารถย่อยสลายได้ แถมยังก่อมลพิษทางด้านอากาศ สิ่งแวดล้อมให้แก่โลกอีกด้วย เพราะในส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์เรานั้น ก็มีทั้งที่ประกอบไปด้วย พลาสติก อะลูมิเนียม สังกะสี และอื่นๆ
  ปัจจุบันมีผู้ใช้งานได้คิดประดิษฐ์นำเอาไม้ไผ่เข้ามาเป็นส่วนประกอบกับอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น คีย์บอร์ด หน้าจอมอนิเตอร์ เมาส์ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือเดี๋ยวนี้ถุงพลาสติกที่เราใส่ของก็ย่อยสลายยาก จนบางห้างสรรพสินค้ารณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติกเพื่อลดการเปิดปัญหาโลกร้อนหลายคนกำลังรณรงค์ไม่ให้โลกร้อนเกิดขึ้นในอนาคต โดยให้ทุกคนบนโลกช่วยกันแก้ปัญหา และร่วมมือทั้งการปิดแอร์เมื่อไม่ใช้งาน
ดับเครื่องรถยนต์เมื่อต้องจอดรอเป็นเวลานานๆ และอีกหลายร้อยวิธีที่ช่วยให้โลกของเราอยู่ร่วมกับเราไปได้อีกนาน ต้องช่วยกันตั้งแต่วันนี้


Environmental object คือ เทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม


ที่มา : Green Technology : เทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.greennetworkthailand.com/system/?p=82 (วันที่สืบค้นข้อมูล : 10 กรกฏาคม 2555)

นางสาววรรณธกานต์   พยุงวงษ์ (วิว
)



วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การจัดการสวนป่าแนว FSC

Forest Stewardship Council หรือ FSC เป็นองค์กรเอกชนภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ จากทั่วโลก เช่น เอ็นจีโอ กลุ่มนักอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ผู้ค้าไม้ ผู้ผลิตสินค้าจากไม้ กลุ่มชนพื้นเมือง และองค์กรผู้ให้การรับรองไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ เพื่อจัดทำระบบการให้การรับรองมาตรฐานไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อเป็นการรับประกันว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ได้รับรองมาตรฐาน FSC เป็นไม้และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากป่าธรรมชาติหรือป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงบอร์น ประเทศเยอรมนี

มาตรฐาน FSC มีหลายประเภท เช่น FSCFM (Forest Management Certification) หมายถึง มาตรฐานการจัดการป่าอย่างยั่งยืนตามแนวทางที่ FSC กำหนดไว้ว่าต้องมีพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อยร้อยละ 10 ของพื้นที่สวนไม้ที่ขอรับรอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
มาตรฐาน FSCCoC (ChainofCustody) การจัดการห่วงโซผลิตภัณฑ์ เป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับองค์กรเพื่อแสดงถึงผลิตภัณฑ์ไม้มีการผลิตหรือจำหน่ายจากสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง ตั้งแต่กระบวนการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ การรับและการจัดเก็บวัตถุดิบ การควบคุมปริมาณ ตลอดจนการขายและการส่งมอบ จะต้องมีการคัดแยกหรือการกำหนดอย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการปะปนของวัสดุที่ไม่ได้รับการรับรองจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการผลิต แปรรูปต่างๆ
ผู้ที่ขอรับการรับรองจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและหลักเกณฑ์การประเมินของ FSC เพื่อเป็นการยืนยันว่าสวนป่าดังกล่าวไม่ได้มาจากการทำลายป่าธรรมชาติ โดยจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ FSC ตามนโยบายความสมดุล 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ในประเทศไทย บริษัท สยามฟอเรสทรี ในเอสซีจี เปเปอร์ ถือเป็นรายแรกที่ได้รับมาตรฐาน FSCFM บริษัท สยามเซลลูโลส และบริษัท ฟินิคซ พัลพ์ แอนด์ เพเพอร์ ในเอสซีจีฯ เช่นกัน ได้รับมาตรฐาน FSCCoC และล่าสุด บริษัท สยามคราฟท์อุตสาหกรรม ได้รับมาตรฐาน FSC Recycled สำหรับกระดาษบรรจุภัณฑ์ TTF ที่ผลิตมาจากเยื่อกระดาษรีไซเคิล 100%
ณรงค์ มีนวล หัวหน้าแผนกบริหารสวนไม้ และ FSC บริษัท สยามฟอเรสทรี เล่าการจัดการสวนป่าของสยามฟอเรสทรี ว่า ดำเนินธุรกิจการปลูกไม้โตเร็วอย่างครบวงจร เช่น การผลิตกล้าไม้ การปลูกสวนป่า การส่งเสริมการปลูกในระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิง และมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้สมาชิกของบริษัทมีระบบการจัดการสวนใหม่ตามมาตรฐาน FSC เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งสามด้าน ประกอบด้วย
ด้านเศรษฐกิจ มีการวางแผนดำเนินการและควบคุมกิจกรรมส่งเสริมการปลูกสร้างสวนป่าที่ให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน การประเมินผลผลิตของสวนป่า จัดทำสูตรประเมินไม้ การควบคุมการตัดไม้มีระบบ Chain of Custody (CoC) สามารถตรวจสอบที่มาของไม้ได้ และป้องกันการปลอมปน การดูแลสวนไม้หลังตัดไม้ สนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตของสวนป่า ตลอดจนอบรมให้ความรู้การเผาถ่านและเก็บน้ำส้มควันไม้ ให้คำแนะนำตามหลักวิชาการ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ชุมชนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ด้าน สังคม ชุมชน มีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาเกษตรกรสมาชิก พนักงาน ผู้รับเหมาและผู้เกี่ยวข้องให้มีความรู้ ความสามารถในการดำเนินงาน ด้วยจิตสำนึกด้านชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมทั้งการสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบพื้นที่สวนไม้โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีการศึกษาผลกระทบที่มีต่อชุมชนและกำหนดแนวทางการแก้ไขข้อขัดแย้งกับชุมชนอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
ด้านสิ่งแวดล้อม มีแผนงานสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ
ณรงค์ อธิบายว่า ในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ การใช้ประโยชน์จากไม้จากป่าธรรมชาตินั้น ณ ปัจจุบันถือว่าหมดยุคแล้ว อีกทั้งมีการปิดป่ามาตั้งแต่ปี 2531 ฉะนั้นยุคนี้จึงควรเป็นยุคของการปลูกสร้างสวนป่าที่มีการจัดการที่ดี และสวนป่าที่ดีจะต้องได้รับการจัดการที่ดีอย่างเป็นระบบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และเศรษฐกิจอย่างสมดุล โดยความสมดุลไม่ได้หมายถึงความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นรายได้อย่างเดียว แต่ต้องเป็นความสมดุลทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปและไม่สามารถแยกออกจากกันได้



Environmental object คือ การจัดการสวนป่าให้ถูกต้อง


ที่มา : การจัดการสวนป่าแนว FSC [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.deqp.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=19522%3A-fsc-&catid=12%3A2010-02-17-11-32-15&Itemid=50&lang=th .
(วันที่สืบค้นข้อมูล : 9 กรกฎาคม 2555).


น.ส.ประภาพรรณ   มีทอง (เกด)







ห้องเปลื้องทุกข์เปลี่ยนของเสียเป็นกระแสไฟฟ้าและปุ๋ย

นัก วิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) ประเทศสิงคโปร์ ได้คิดค้นระบบห้องน้ำที่เปลี่ยนของเสียจากการโจมตีของข้าศึก (Nature Calls!) และการเด็ดดอกไม้ให้เป็นกระแสไฟฟ้าและปุ๋ย นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยลดการใช้น้ำในการชำระสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับระบบห้องน้ำที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในประเทศสิงคโปร์

ระบบ ดังกล่าวมีชื่อว่า โน มิกซ์ แวคคิวอัม ทอยเล็ท (No-Mix Vacuum Toilet) มีโถสุขภัณฑ์สำหรับแยกของเสียจากการปัสสาวะและอุจจาระ ใช้เทคโนโลยีการดูดแบบสุญญากาศ เช่นเดียวกับระบบที่ใช้ในห้องน้ำบนเครื่องบิน ทั้งนี้ การชำระของเสียจากการการเด็ดดอกไม้จะใช้น้ำเพียง 0.2 ลิตร ในขณะที่การชำระของเสียจากการโจมตีของข้าศึกจะใช้น้ำเพียง 1 ลิตรเท่านั้น ส่วนห้องน้ำทั่วๆ ไปในปัจจุบันใช้น้ำในการชำระของเสียสูงถึง 4 ถึง 6 ลิตร ทั้งนี้ หากติดตั้งระบบดังกล่าวตามห้องน้ำสาธารณะกว่า 100 ระบบ ก็จะช่วยประหยัดน้ำประมาณ 160,000 ลิตรในหนึ่งปี ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอสำหรับเติมสระขนาดเล็กที่มีความกว้าง 10  × 8 เมตร ลึก 2 เมตร 

ทั้ง นี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยางกำลังดำเนินการทดสอบด้วยการ ติดตั้งโถสุขภัณฑ์ต้นแบบในห้องน้ำภายในมหาวิทยาลัยจำนวน 2 ห้อง และถ้าหากทุกอย่างเป็นไปได้สวย ประชาชนทั่วโลกอาจจะได้เห็นหรือแม้กระทั่งได้นั่งเปลื้องทุกข์บนโถสุขภัณฑ์ ดังกล่าวในอีก 3 ปีข้างหน้า

รศ. หวัง จิงหยวน ผู้นำในการวิจัย กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การประหยัดน้ำด้วยระบบห้องน้ำระบบใหม่เท่านั้น แต่เป็นการช่วยฟื้นฟูทรัพยากรแบบครบวงจร เพื่อที่จะนำพาประเทศไปยังเป้าหมายการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากมีแหล่งคัดแยกของเสียและกำจัดของเสียมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการฟื้นฟู ทรัพยากร เนื่องจากการบำบัดของเสียรวมทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและสิ้นเปลืองเงิน แต่นวัตกรรมระบบห้องน้ำระบบใหม่ ที่ได้รับเงินสนับสนุนงานวิจัยจำนวน 10 ล้านดอลลาร์จากโครงการวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของมูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ อาจเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจบ้านจัดสรร โรงแรม รีสอร์ท และชุมชนที่ไม่มีระบบน้ำเสีย

ทั้ง นี้ โน มิกซ์ แวคคิวอัม ทอยเล็ท จะแยกของเสียจากการเด็ดดอกไม้ไปยังสถานที่คัดแยกเพื่อแยกส่วนประกอบที่ใช้ สำหรับทำปุ๋ย เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ขณะเดียวกัน ของเสียจากการโจมตีของข้าศึกก็จะถูกส่งไปยังไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) เพื่อย่อยสลายของเสียเหล่านั้น ก่อนที่จะแยกก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซที่ไม่มีกลิ่นและสามารถใช้แทนก๊าซธรรมชาติในการหุงต้ม นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนก๊าซมีเทนเป็นกระแสไฟฟ้าด้วยการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ผลิตกระแส ไฟฟ้าโดยอาศัยปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี (Fuel cell) 

อนึ่ง น้ำที่ใช้แล้ว (Grey water) ทั้งจากการซักผ้า อาบน้ำ และล้างจาน สามารถปล่อยไปยังระบบน้ำเสียโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการบำบัดที่ยุ่งยาก ขณะที่ขยะจำพวกเศษอาหารสามารถนำไปย่อยสลายด้วยไบโอรีแอคเตอร์ หรือนำไปเปลี่ยนสภาพก่อนนำไปผสมเป็นปุ๋ย ซึ่งช่วยฟื้นฟูทรัพยากรได้เป็นอย่างดี
Environmental Object คือการเปลี่ยนของเสียให้เป็นกระแสไฟฟ้าและปุ๋ย
ที่มา
ห้องเปลื้องทุกข์เปลี่ยนของเสียเป็นกระแสไฟฟ้าและปุ๋ย .[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=14&cno=3497
(วันที่สืบค้นข้อมูล 9 กรกฎาคม 2555)
น.ส สุภัทรา  พึ่งพเดช (แหม่ม)

“กรีนฟาร์ม” ตัวอย่างที่ฟาร์มสุกรทั่วประเทศต้องเดินตาม

          การที่กรมควบคุมมลพิษก็ดี กรมปศุสัตว์ก็ดี หรือสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ก็ดี ต่างออกมาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับฟาร์มสุกรขนาดเล็กที่เกษตรกรรายย่อยทำการเลี้ยงสุกรจำนวน 50-500 ตัวว่าต้องมีการกำหนดมาตรฐานปล่อยน้ำเสียและควบคุมมลพิษทางกลิ่น หรือเพิ่มเติมเงื่อนไขการด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะออกใบอนุญาตเลี้ยงสุกร ตลอดจนมีความพยายามที่จะจัดทำโครงการเขตปลอดโรคปากเท้าเปื่อย เหล่านี้ หากมองในภาพรวมถือว่าเป็นการดีที่จะทำให้ภาคปศุสัตว์ด้านการเลี้ยงสุกรของไทยเติบโตและยกระดับเข้าสู่มาตรฐานกันทั้งประเทศ เพราะทุกวันนี้ในฟาร์มสุกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ของไทยนั้นได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ บางแห่งสามารถทำได้ถึงขนาดแปลงโฉมฟาร์มสุกรให้เป็น รีสอร์ท หรือ Green Farm ไปแล้วด้วยซ้ำ อย่างเช่น ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีของฟาร์มทั่วประเทศ

          เชื่อว่าคนทั้งประเทศคงเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค..แต่กับผู้เลี้ยงสุกรเองก็เห็นด้วยเช่นกัน ที่ฟาร์มทุกขนาดต้องทำตามเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม...ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มเปิดหรือฟาร์มปิด เพราะมันมีมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ ถ้าขาดการควบคุม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติ รัฐควรมองในรายละเอียดด้วยว่า การพัฒนาปรับปรุงฟาร์มในด้านต่างๆ เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย หรือกำจัดกลิ่นในฟาร์มสุกรนั้น ย่อมต้องมีต้นทุนดำเนินการ และน่าจะเป็นปัญหากับฟาร์มขนาดเล็กไม่น้อย เพราะปกติฟาร์มสุกรระบบปิดขนาดใหญ่ จะมีระบบควบคุมจัดการสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง เช่น การนำของเสียหรือมูลสุกรไปยังระบบบ่อหมักชีวภาพ หรือ BioGas นั้นต้องลงทุนนับ 10 ล้านบาท ขณะที่ศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยที่จะเลือกใช้ระบบนี้ คงต้องหาเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 1-2 ล้านบาท แม้จะช่วยลดค่าไฟฟ้าภายในฟาร์มได้ในระยะยาวก็ตาม การเสาะทางแหล่งทุนให้รายย่อยจึงเป็นสิ่งจำเป็น และรัฐควรต้องมีทางเลือกที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยในหลายรูปแบบ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการปรับปรุงที่เป็นไปได้จริง

          นอกจากนี้ วิธีการตรวจสอบ หรือข้อกำหนดต่างๆ ต้องชัดเจน การใช้วิธีการตรวจวัดค่าความเข้มข้นของกลิ่นด้วยการดมที่จะใช้ผู้ทดสอบกลิ่นเป็นคนตรวจสอบกลิ่นนั้น น่าจะมีช่องโหว่ และดูจะไม่ใช่แนวทางของการควบคุมที่ดี แต่ถ้ากรมควบคุมมลพิษ เห็นว่าเป็นวิธีสากลและจะเลือกใช้วิธีนี้จริงๆ ก็ขอให้อธิบายให้สังคมและเกษตรกรให้เข้าใจให้ได้ประเด็นสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ที่ผ่านมาเกษตรกรคนเลี้ยงสุกรมักจะถูกควบคุมราคาสุกรหน้าฟาร์มให้ต่ำอยู่เสมอ หากเพิ่มเงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อมเข้ามา ซึ่งเป็นต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น...รัฐจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเกษตรกรรายย่อยจะอยู่ได้? 

          กลับมาที่รายละเอียดของการควบคุมฟาร์มสุกรรายย่อยในด้านสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง การที่กรมควบคุมมลพิษประกาศว่าต้องควบคุมฟาร์มนั้น กรมได้ให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ของกรมแล้วหรือยังว่า หากพบปัญหาไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย หรือกลิ่น เจ้าหน้าที่คนนั้นควรจะสามารถให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาแก่เกษตรกรด้วย อย่าให้เป็นเช่นในอดีตที่เจ้าหน้าที่มักตอบเกษตรกรว่า “ผมไม่ทราบ ผมไม่มีหน้าที่ตรงนั้น ผมมีหน้าที่ตรวจอย่างเดียว” เพราะนั่นมันไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์แก่สิ่งแวดล้อมโดยรวมเลย

          นอกจากนี้ การทำความเข้าใจกับผู้เลี้ยงรายย่อยทั้งประเทศที่มีอยู่ประมาณ 227,406 ครัวเรือนก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องมีวิธีแนะนำและมีวิธีจูงใจที่เหมาะสม ไม่ใช่ออกกฎมา โดยที่เกษตรกรไม่รับรู้ แล้ววันดีคืนดีก็สุ่มตรวจเลย สุดท้ายเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ความร่วมมือก็คงหายไปหมด พานจะกลายเป็นความขัดแย้งไปเสียเปล่าๆ

          อีกข้อเสนอที่น่าสนใจ ...สำหรับฟาร์มขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงหนาแน่น แต่ละฟาร์มอาจไม่มีพื้นที่ในการสร้างบ่อไบโอแก๊ส เพื่อช่วยเรื่องกลิ่นและของเสีย รัฐบาลควรจัดตั้ง “โรงบำบัด” ขึ้นมาเก็บรวบรวมมูลสุกรของฟาร์มรายย่อยแต่ละฟาร์ม โดยให้ฟาร์มเสียใช้จ่ายในการจ้างเก็บมูลสุกร ขณะที่โรงบำบัดนั้น ก็สามารถใช้ประโยชน์จากมูลสุกรมาผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดจน ขายกากและน้ำล้นเป็นปุ๋ย (biofertigation) เป็นทางออกที่ได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย

          ส่วนการจัดการเขตปลอดโรคนั้น จะทำได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ประเทศไทยสามารถจัดการควบคุมโรงฆ่าสัตว์เถื่อนได้แค่ไหน เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรงฆ่าเถื่อนเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคทุกประเภท นอกจากนี้ ความเข้มงวดในด้านจรรยาบรรณของบุคลากรกรมปศุสัตว์ ก็เป็นอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือ แค่เรื่องเล็กๆ อย่างจิตสำนึกในด้าน biosecurity ก่อนเข้าฟาร์ม  ภาครัฐ จึงดูจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุด ในการยกระดับฟาร์มสุกรรายย่อยให้กลายเป็นฟาร์มรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีนฟาร์ม ซึ่งหากประเทศไทยทำได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล ไม่เพียงลดปัญหากับชุมชนใกล้ฟาร์มแต่ยังจะลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร เมื่อผนวกกับโครงการเขตปลอดโรคปากเท้าเปื่อยที่ สศก.วางแผนจะผลักดันด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้ภาคปศุสัตว์ด้านสุกรของไทย สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสุกรให้แก่ประเทศไทยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในอนาคตด้วย

Environmental object คือ การพัฒนาและปรับปรุงฟาร์มสุกรให้รักษ์สิ่งแวดล้อม


แหล่งที่มา :


“กรีนฟาร์ม” ตัวอย่างที่ฟาร์มสุกรทั่วประเทศต้องเดินตาม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.deqp.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=19696%3A2012-05-16-03-58-25&catid=12%3A2010-02-17-11-32-15&Itemid=50&lang=th. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 9 กรกฎาคม 2555). 

นางสาวแสงเทียน  ฤทธิไกรสร (แนน)


วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ยีน การโคลนนิ่ง และการตัดต่อยีน


         ยีน คือ สารเคมีที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ DNA (Deoxyribonucleic Acid) ประกอบด้วย หน่วยย่อยที่เรียงตัวกันเป็นลำดับ เสมือนตัวอักษรที่เรียงกันเป็นข้อความกำหนดลักษณะทางพันธุกรรม ที่สามารถถ่ายทอดต่อไปยังลูกหลานได้ ดีเอ็นเอ มีโครงสร้างเป็นสายคู่ พันกันเป็นเกลียวคล้ายบันไดเวียนที่แต่ละขั้นเป็นตัวอักษรแต่ละตัว เมื่อยีนทำงานกลไกของเซลล์จะอ่านรหัสในดีเอ็นเอแล้วแปลออกมาเป็นการผลิตโปรตีนต่างๆ โปรตีนบางตัวเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตนั้น บางตัวเป็นตัวทำหน้าที่ต่างๆ ของเซลล์ เช่น ย่อยอาหาร สร้างส่วนประกอบอื่นๆ ของเซลล์ ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม
 การโคลนนิ่ง (Cloning)
ตามความหมาย โคลนนิ่ง (Cloning) หมายถึงการคัดลอก หรือทำซ้ำ (copy) นั่นเอง สำหรับทางการแพทย์ หมายถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนของเดิมทุกประการ การโคลนนิ่งเกิดอยู่เสมอในธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนได้แก่ การเกิดฝาแฝดเพศเดียวกันและหน้าตาเหมือนกัน นั่นเอง กระบวนการโคลนนิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น ได้นำมาใช้เป็นเวลานานแล้วโดยเราไม่รู้ตัว ได้แก่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และตัวอ่อนสัตว์ โดยการแยกเซลล์ ซึ่งทำกันทั่วไปในวงการเกษตร
การโคลนนิ่งที่ทำได้ยากที่สุดคือการโคลนนิ่งสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามโคลนนิ่งสัตว์มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งการโคลนนิ่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด ทำได้ง่ายมาก เช่น ถ้าเราตัดปลาดาวออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนจะสามารถงอกเป็นปลาดาวตัวใหม่ทั้งตัวได้ แต่การโคลนนิ่งสัตว์มีกระดูก สันหลัง ทำได้ยากกว่ามาก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันโรสลิน ประเทศสกอต์แลนด์ ได้สร้างแกะที่เกิดจากการโคลนเป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยเอาเซลล์ต่อมน้ำนมของแกะตัวหนึ่ง ไปผสมกับไข่ที่ไม่มีดีเอ็นเอของแม่แกะอีกตัวหนึ่ง (เนื่องจากดีเอ็นเอของไข่ถูกดูดออกไป) แล้วใช้ไฟฟ้ากระตุ้นทำให้ไข่นั้นพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนได้ ตัวอ่อนที่ได้นี้จะมีเฉพาะดีเอ็นเอที่ได้จากเซลล์ต่อมน้ำนมจากแกะตัวแรกเท่านั้น จึงถือว่าตัวอ่อนนี้เป็นโคลนของแกะตัวแรก เปรียบได้กับการทำสำเนานั่นเอง
หลังจากนั้น ตัวอ่อนที่ได้นี้ก็ถูกนำไปฝากไว้ในครรภ์ของแม่แกะอีกตัวหนึ่ง จนกระทั่งแม่อุ้มบุญตัวนี้คลอดลูกออกมา ลูกแกะตัวนี้มีชื่อว่า “ดอลลี่” ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539 จากนั้นเป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มก็ได้พัฒนาเทคนิคการโคลนนิ่งแบบอื่นที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมทั้งได้มีการโคลนสัตว์อื่นๆ เช่น วัว หนู แมว สุนัข เป็นต้น
ประโยชน์ที่ได้รับจากโคลนนิ่ง ได้แก่
ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจขบวนการทำงานของยีน และการจำแนกชนิดของเซลล์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการแพทย์ เช่น ในอนาคตเมื่อเราทราบปัจจัยที่ทำหน้าที่ ปิด หรือเปิด การทำงานของยีน จะสามารถนำมารักษาโรคได้ เช่น ผู้ป่วยสมองตายจากอัมพาต  ในอนาคตอาจสามารถกระตุ้นให้เซลล์สมอง แบ่งตัวทดแทนเซลล์ที่ตายไปได้ หรือผู้ป่วยที่ไตวาย สามารถกระตุ้นการทำงานและแบ่งตัวเซลล์ไตที่เหลืออยู่ให้ทำหน้าที่ทดแทนได้
มีประโยชน์ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพืชหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ให้แพร่ขยายจำนวนขึ้นได้รวดเร็วกว่าการผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ
คู่สมรสที่ไม่มีโอกาสให้กำเนิดบุตรด้วยวิธีอื่น อาจมีโอกาสได้บุตรมากขึ้น
ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ อาจได้อวัยวะที่เข้ากันได้ ลดความเสี่ยงต่อการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
การตัดต่อยีน (การดัดแปลงพันธุกรรม)
การตัดต่อยีนเป็นเทคโนโลยีที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ เกิดจากการนำยีน (gene) หรือสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตอื่นใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการทำให้เกิดใหม่ตามลักษณะหรือคุณสมบัติที่ต้องการ หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากพันธุ์ที่มีในธรรมชาติ เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้เกิด “สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม” (GMOs) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพการตัดต่อยีนในอนาคตได้แก่ การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม เคมีอุตสาหกรรม อาหาร ยารักษาโรค รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลก
ประโยชน์จาก GMO
ปรับปรุงพันธุ์พืช
- การพัฒนาพันธุ์พืชต้านทานแมลงและโรค
- การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพผลผลิตที่พึงประสงค์ เช่น สุกงอมช้าลง
- การพัฒนาพันธุ์พืชให้ผลิตสารพิเศษ เช่น มีวิตามินมากขึ้น มีกลิ่นหอมมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น มะเขือเทศสุกงอมช้าและไม่นิ่ม ฟักทองต้านไวรัส ถั่วเหลืองต้านวัชพืช มันฝรั่งต้านแมลง ฝ้ายที่ทนยาฆ่าวัชพืช Bacillus Thuringiensis (BT) ข้าวที่มีวิตามินเอ เมล็ดทานตะวันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เป็นต้น
การพัฒนาพันธุ์สัตว์
- โตเร็วกว่าปกติ และมีขนาดใหญ่กว่าปกติ
- กินอาหารลดลง และขับถ่ายของเสียลดลง
- ทนทานโรคและแมลง ตัวอย่าง เช่น ลูกหมูโตเร็วกว่าปกติ ถึงร้อยละ 40 และมีขนาดใหญ่กว่าหมูปกติ ในขณะที่กินอาหารลดลง 25% หมูเหล่านี้ขับถ่ายของเสียลดลงมาก วัวที่ทนโรคและแมลง ไข่ไก่ที่มีโคเลสเตอรอลน้อยลง ปลาทูน่าโตเร็วและต้านทานโรค เป็นต้น
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ผลิตสินค้าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) และในปี พ.ศ. 2523 ได้มีการอนุญาตให้จดทะเบียนสิทธิบัตรจุลินทรีย์ที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 มีการจดสิทธิบัตรสัตว์ที่มีการดัดแปลงทางพันธุกรรม รวมทั้งมีการนำมาทดสอบในภาคสนาม และในปีพ.ศ. 2536 เริ่มมีผลิตภัณฑ์ GMOs ออกมาจำหน่ายในในเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า GMOs ที่ได้รับอนุญาตจาก Food and Drug Administration (FDA) ให้วางจำหน่ายในตลาดของประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 40 รายการ เช่น ถั่วเหลือง Roundup ready ฝ้ายบีที ข้าวโพดบีที และมันฝรั่งบีที เป็นต้น เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าสินค้าเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเพาะปลูกพืช GMOs ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2540 มีพื้นที่เพาะปลูกพืช GMOs ทั้งหมด 68.75 ล้านไร่ และในปีพ.ศ. 2541 ได้เพิ่มเป็น 173.75 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา 128.13 ล้านไร่ ประเทศอาร์เจนตินา 26.99 ล้านไร่ ประเทศออสเตรเลีย 17.5 ล้านไร่ และนอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆเช่นประเทศเม็กซิโก สเปน ผรั่งเศส จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ โดยในปัจจุบันมีพืช GMOs ทั้งหมดประมาณ 40-50 ชนิดเช่นถั่วเหลือง ข้าวโพด ฝ้าย คาโนลา มันฝรั่ง มะเขือเทศ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาของผลิตภัณฑ์ GMOs อยู่ในความสนใจของคนทั่วไปมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีความแน่ชัดว่าสิ่งมีชีวิตตัดต่อยีนนี้จะไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้หลายๆประเทศจึงพยายามหามาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งในระดับนานาชาติมีมาตรการในการควบคุมพืชจีเอ็มโอกำหนดไว้ โดยได้จัดทำพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาระสำคัญประการหนึ่งคือ การเสนอให้ใช้หลักการตกลงที่ได้มีการเห็นชอบล่วงหน้า โดยสินค้าส่งออกจีเอ็มโอต้องให้ข้อมูลอย่างละเอียดต่อประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะข้อมูลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ รวมทั้งการจัดการประเมินความเสี่ยงเพื่อขออนุญาตนำเข้า ซึ่งประเทศผู้นำเข้าต้องมีมาตรการในการตรวจสอบด้วย
สำหรับมาตรการเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอของไทยโดยสรุปก็คือ ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์หรือพันธุ์พืชจีเอ็มโอ เพื่อเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ ยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น และการศึกษาวิจัยก็ให้ดำเนินการเฉพาะในโรงเรือนหรือแปลงทดลองเท่านั้นมิให้ดำเนินการในไร่นาของเกษตรกร


Environmental object คือ ยีน การโคลนนิ่ง และการตัดต่อยีน



ที่มา : เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio Technology). [Online]. เข้าถึงได้จาก : http://www.baanjomyut.com/library/global_community/07_2_3.html. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 8 กรกฎาคม 2555).


นายอธิคม  คำสอนทา  (ก๊อบ)

เมืองกินป่า น้ำกินเมือง




เรียบเรียง : กรวิกา
หน้าฝนเดินทางมาถึงอีกครั้ง และยังไม่มีใครรู้ว่าฝนคราวนี้จะพาน้ำท่วมกลับมาอีกด้วยหรือไม่ ก่อนจะป้องกันปัญหาระยะสั้นอย่างก่ออิฐ ยกพื้น ย้ายของขึ้นที่สูง ฯลฯ เราอยากให้คุณดูข้อมูลที่จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน
งานวิจัยจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร หัวข้อ “หลักฐานทั่วโลกที่พิสูจน์ความสัมพันธ์ของจำนวนป่าไม้กับโอกาสและความรุนแรงของอุทกภัยในประเทศกำลังพัฒนา” เก็บข้อมูลเป็นเวลา 10 ปี จาก 56 ประเทศ อาศัยข้อมูลการเกิดอุทกภัย ระยะเวลา และจำนวนป่าไม้ ทำให้ได้ข้อสรุปเป็นทางคณิตศาสตร์และอธิบายผลกระทบของการตัดไม้ทำลายป่าได้
ข้อสรุปที่สำคัญของการศึกษานี้บอกว่า จำนวนป่าไม้ที่ลดลง 10% ส่งผลให้ความถี่ของอุทกภัยเพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 28%
และยังเพิ่มระยะเวลาที่เกิดอุทกภัยจาก 4% เป็น 8% ด้วย
นอกจากนี้ ข้อมูลจากงานวิจัยดังกล่าวได้ถูกนำมาเสนอเป็นข้อมูลรูปภาพ (infographic) ของประเทศไทยโดยบริษัท Architectkidd


วัน เวลา กับป่าไม้
จำนวนป่าไม้ที่ลดลงอย่างมากในประเทศไทยตลอดระยะเวลา 20 ปี (พ.ศ. 2513-2533)


ป่าโอบอุ้มน้ำ
ผืนดินที่มีต้นไม้อยู่จะช่วยให้น้ำซึมลงใต้ดินได้ถึง 50% ระเหยไป 40% และมีน้ำไหลบนพื้นดินเพียง 10% ในขณะที่พื้นที่เมืองมีน้ำซึมลงใต้ดิน 15% ระเหย 30% และมีน้ำไหลบนพื้นดินถึง 55%  


ป่าและประชากร
กราฟแสดงจำนวนประชากรประเทศไทยและจำนวนป่าไม้ที่แปรผกผันอย่างเห็นได้ชัด น่าคิดต่อว่าวันที่จำนวนป่าไม้ลดเหลือศูนย์ เราจะมีชีวิตอยู่กันได้อย่างไร


เมืองกลืนกินป่า
ในอดีต เราสูญเสียป่าไม้จากการใช้ประโยชน์จากไม้และการทำเกษตร แต่ในวันนี้ ความเจริญเติบโตของเมืองและอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยหลัก กรุงเทพมหานครขยายพื้นที่ความเจริญขึ้น 16 เท่า จาก 5.8 ตารางกิโลเมตรในปี 1850 เป็น 1,335 ตารางกิโลเมตรในปี 2002 คิดเป็นอัตราการเติบโต 4.8% ต่อปี



ที่มา :
กรวิกา.เมืองกินป่า น้ำกินเมือง . [Online]. เข้าถึงได้จาก : http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/1852.
แปลมาจาก.http://www.architectkidd.com/index.php/2012/03/deforestation-increases-f...
 (วันที่สืบค้นข้อมูล : 8 กรกฎาคม 2555).



น.ส.หิรัญญิกา  ศรีวงษ์กลาง(จ๋อม)

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในรัฐแคลิฟอร์เนีย

                   Tesla Motors Inc. เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว โรงงานแรกของสหรัฐฯตั้งอยู่ในบริเวณ Silicon Valley รัฐแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ สำนักงานใหญ่ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ 1 Circle Star Way, San Carlos, CA 94070 โดยบริษัทฯมีแผนการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้จะย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่และเปิดสำนักงานทำวิจัยและพัฒนาสินค้ารวมกันอยู่ที่เมือง San Jose Tesla Motors Inc. เป็นบริษัทที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2004 ซึ่งเป็นปีแรกที่ทำการพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกขึ้นมาสำหรับจำหน่ายในสหรัฐฯและยุโรป ในระยะแรกของการผลิตบริษัทฯสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ประมาณสัปดาห์ละ 10 คัน เมื่อต้นปี 2009 กำลังการผลิตของบริษัทฯเพิ่มขึ้นเป็น 40 คันต่อสัปดาห์ และเป็นปีแรกที่บริษัทฯสามารถทำกำไรได้ 1 ล้านเหรียญฯจากรายได้สุทธิ 20 ล้านเหรียญฯ                  

                   บริษัทฯผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว และเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่มีกำลังขับเคลื่อนสูงพอที่จะสามารถวิ่งบนไฮเวย์ รถยนต์รุ่นแรกที่บริษัทฯผลิตคือ รถ Roadster เป็นรถยนต์สปอร์ตสองที่นั่ง ประกอบในสหราชอาณาจักร ตามมาด้วย Roadster Sport และ Roadster 2 ซึ่งสามารถวิ่งได้ประมาณ 400 ไมล์ต่อการชาร์ตแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ภายในเวลา 3.9 วินาที


                   รถรุ่นแรกนี้เป็นรถที่มีราคาค่อนข้างสูงเหมาะสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม ปี 2009 บริษัทฯได้รับเงินกู้จาก U.S. Department of Energy จำนวน 465 ล้านเหรียญฯ สำหรับใช้ในการผลิตรถยนต์ที่เหมาะสมกับผู้บริโภค ส่วนใหญ่คือ รถรุ่น Model S ซึ่งเป็นรถซีดาน 7 ที่นั่ง (ผู้ใหญ่ 5 คน เด็ก 2 คน) ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานลิเทียมแบตเตอรี่ คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ในปี 2011 ในราคาเริ่มต้นที่ 49,000 เหรียญฯ


                   รถยนต์รุ่น Model S นี้จะมีที่ชาร์ตแบตเตอรี่ติดอยู่บนพื้นรถและสามารถชาร์ตแบตเตอรี่ได้จากปลั๊กไฟ 120v  280v หรือ 480v และสามารถวิ่งได้ถึง 160  230 หรือ 300 ไมล์ต่อการชาร์ตไฟหนึ่งครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของแบตเตอรี่ที่ใช้ อัตราความเร็วสูงสุดของรถรุ่นนี้คือ 130 ไมล์ต่อชั่วโมง และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 วินาที ปัจจุบันบริษัทฯกำลังอยู่ในระหว่างการหาสถานที่ในรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์รุ่นนี้


                   นอกจากจะผลิตรถยนต์ของตนเองแล้ว บริษัทฯยังร่วมมือกับบริษัท Daimler ซึ่งในปี 2009 ได้เข้าไปถือหุ้นจำนวนหนึ่งของบริษัท Tesla Motors Inc. เพื่อผลิตรถ Smart Car ที่คาดว่าในรุ่นแรกจะผลิตได้ 1,000 คันและสามารถออกวางจำหน่ายได้ในปลายปี 2009 นอกจากการผลิตรถยนต์แล้วบริษัทฯยังอยู่ในระหว่างสร้างโรงงานขึ้นที่เมือง Palo Alto เพื่อผลิตชิ้นส่วนประกอบที่รวมถึงตัวส่งพลังงานไฟฟ้า (power train components) สำหรับใช้เองและขายให้แก่โรงงานอื่นๆ ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า




environmental object คือ รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน

ที่มา :

โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในรัฐแคลิฟอร์เนีย. [Online]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaitradeusa.com/home/?p=7011. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 7 กรกฎาคม 2555).





น.ส.ศศิธร ระหงษ์ (ตุลา)

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปี พ.ศ. 2536-2546

ขยะมูลฝอย


ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2536 มีปริมาณมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณวันละ 30,640 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 39,225 ตัน ในปี พ.ศ. 2545 โดยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 1.2 ต่อปี แต่ในปี พ.ศ. 2546 ปริมาณขยะมูลฝอยลดลงเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ประมาณ 300 ตัน ทั้งนี้การที่ปริมาณขยะมูลฝอยในเขตกรุงเทพมหานครลดลง อาจเนื่องมาจากได้มีการส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะมูลฝอย เพื่อลดปริมาณขยะมูลฝอยและขยะมูลฝอยส่วนหนึ่งได้นำกลับมาใช้ปรโยชน์มากขึ้นใหม่ ดังรายละเอียดตามตารางข้างล่าง


ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2536 ถึง พ.ศ. 2546
พื้นที่ ปริมาณมูลฝอยที่เกิดขึ้น (ตันต่อวัน)
2536 2537 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546
1. กรุงเทพมหานคร 7,050 7,000 7,192 8,098 8,949 8,497 8,990 9,130 9,317 9,617 9,340
2. เขตเทศบาลรวมเมืองพัทยา 3,422 5,618 6,311 6,658 8,196 7,414 12,328 11,785 11,903 11,976 12,100
3. เขตสุขาภิบาล 4,138 4,184 4,655 4,895 4,819 4,777 - - - - -
4. นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล 16,030 16,206 16,334 16,378 15,138 16,558 16,561 17,170 17, 423 17,632 17,800
รวมทั้งประเทศ 30,640 33,008 34,492 36,029 37,102 37,246 37,879 38,170 38,643 39,225 39,240

หมายเหตุ : ในปี 2542 สุขาภิบาลได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลทั้งหมด











แหล่งที่มา
http://www.pcd.go.th/info_serv/waste_wastethai.htm (วันที่สืบค้น 5 กรกฎาคม 2555)

น.ส. สุภัทรา พึ่งพเดช (แหม่ม)

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อีเมลขยะ ภัยเงียบ .. ปล่อยคาร์บอน 17 ล้านตันต่อปี


   ในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ต้นตอของปัญหาโลกร้อนที่นึกถึงได้ทันที คงต้องยกให้กับโรงงานอุตฯ ท่อไอเสียจากรถยนต์ และเครื่องใช้ไฮเทคนานาชนิด ซึ่ง เป็นตัวการของการปล่อยก๊าซพิษ "คาร์บอนไดออกไซด์" ออกไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลกจนถึงขั้นที่ผู้เกี่ยวข้องหลายหลายฝ่าย รวมถึงเวทีประชุมระดับโลกหลายเวทียกเป็นประเด็นหลักที่ต้องเร่งหาทางออก หาก แต่ผลวิจัยฉบับล่าสุดจากองค์กรด้านสภาพภูมิอากาศ "ไอซีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล" และผู้พัฒนาโซลูชั่นป้องกันไวรัส "แมคอาฟี" กำลังชี้ให้เห็น "ภัยเงียบ" หน้าใหม่ที่กำลังทำสถิติไต่อันดับตัวการของสาเหตุโลกร้อนอันดับต้นๆ ของโลกในเร็วว

   'สแปม'ภัยเงียบหน้าใหม่
   ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อีเมลขยะหรือ "สแปม คือภัยเงียบที่กำลังจะกล่าวถึง โดยจากการศึกษาผลข้างเคียงจากการปล่อยสแปมพบ ว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้ใช้พลังงานโดยรวมสูงกว่า 3.3 หมื่นล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงทุกปี ซึ่งเป็นปริมาณกระแสไฟที่เพียงพอต่อการใช้งานในบ้านมากกว่า 2.4 ล้านครัวเรือน โดยผลจากการติดตามปริมาณคาร์บอนที่เกิดจากการใช้อีเมลขยะ (คาร์บอน ฟุตพรินท์ ออฟ อีเมล สแปม) ประเมินได้ว่า ปัจจุบันมีสแปมถูกส่งไปทั่วโลกราว 62 ล้านล้านฉบับทุกปี ซึ่งทั้ง"ไอซีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล" และ "แมคอาฟี" ร่วมกันทำวิจัยพบว่า ปริมาณสแปมดังกล่าวเป็นต้นตอของการปล่อยก๊าซพิษคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงกว่า 17 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นพลังงานที่ต้องสูญเสียไปกับการอ่านอีเมล และลบทิ้งสแปมราว 80% ของพลังงานทั้งหมด นอก จากนี้ผลการศึกษาดังกล่าวยังพบว่า ผู้ใช้งานในองค์กรโดยเฉลี่ยเป็นกลุ่มที่สร้างคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 131 กิโลกรัมทุกปี ซึ่งในจำนวนนี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสแปมถึง 22%

   กำจัดรถ=กำจัดสแปม
   ไอซีเอฟระบุว่า ตัวกรองสแปมสามารถลดสแปมที่ไม่ต้องการได้ 75% หรือเทียบได้กับการนำรถยนต์ที่เป็นต้นตอของการปล่อยก๊าซพิษตัวเดียวกัน ออกจากถนนได้ถึง 2.3 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม ไอซีเอฟเชื่อว่า แม้การใช้ตัวกรองสแปมจะช่วยลดการสูญเสียพลังงานได้มีประสิทธิภาพ หากแต่การกำจัดต้นตอของการปล่อยอีเมลไม่พึงประสงค์น่าจะให้ผลในระยะยาวที่ดี กว่า รายงาน ดังกล่าวได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ "แมคโคโล (MaColo)" บริษัทรับฝากเว็บไซต์ในสหรัฐฯ ซึ่งว่ากันว่าเป็นเว็บ โฮสติ้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแปมเมอร์จำนวนมาก โดยหลังจากที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต 2 รายได้ทำการยกเลิกการเชื่อมต่อระบบกับเว็บของบริษัทดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณสแปมทั่วโลกลดลงถึง 70% แมคอาฟี ระบุว่า แม้จะยับยั้งได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ในเมื่อการกำจัดสแปมเทียบได้กับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนได้ถึง 2.2 ล้านคัน ฉะนั้นการจัดการกับสแปมก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนด้วยเช่นกัน

   นายริชี เจนนิงส์ นักวิเคราะห์อิสระด้านสแปม หนึ่งในผู้ร่วมทีมทำรายงานในครั้งนี้ ระบุว่า สถิติดังกล่าวเป็นข้อมูลที่คิดจากการใช้พลังงานส่วนเกินเพื่อจัดการกับสแปม

   'บอต'ตัวการสำคัญ
   อย่างไรก็ตาม ประเด็นฮอตเกี่ยวกับสแปมได้ ถูกรายงานตามกันมาติดๆ โดยล่าสุดบริษัทโซลูชั่นด้านความปลอดภัย "ไซแมนเทค" ได้เปิดเผยรายงานประจำปีเกี่ยวกับภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ตที่จัดทำขึ้น 2 ครั้งต่อปี พบว่า ปริมาณสแปมเพิ่มขึ้นถึง 192% โดยเครือข่ายบอต (โปรแกรมอัตโนมัติสำหรับทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต) เป็นต้นตอของการปล่อยอีเมลไม่พึงประสงค์ดังกล่าวมากกว่า 90% นายเจนนิงส์ บอกว่า แม้ทั้งแมคอาฟี และไซแมนเทค จะใช้กลวิธีในการวัดปริมาณสแปมแตกต่างกัน แต่ทั้ง 2 บริษัทก็เห็นพ้องต้องกันถึงสถิติของเครือข่ายบอตที่เกิดขึ้น "สแปมส่วน ใหญ่ถูกส่งผ่านโดยโปรแกรมบอตเน็ต ซึ่งเราจะได้รับหนอนร้ายคอนฟิกเกอร์ (Conficker) เข้ามาสร้างเครือข่ายมหัศจรรย์ที่เชื่อได้เลยว่า มันจะเป็นโปรแกรมชั่วร้ายที่ใช้กระหน่ำส่งสแปมออกไปยังคอมพิวเตอร์เครื่อง อื่นๆ" นายเจนนิงส์กล่าว ขณะ ที่สถานการณ์อีเมลขยะล่าสุดเดือนเม.ย. "ไซแมนเทค" พบว่า การปิดตัวลงของแมคโคโล ส่งผลกระทบต่อปริมาณอีเมลขยะในภาพรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ปริมาณอีเมลขยะจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เท่ากับในช่วงก่อนหน้าที่จะมีเหตุการณ์ดังกล่าว


Environmental object คือ อีเมลขยะหรือสแปม คือภัยเงียบ
แหล่งที่มา : 
 อีเมลขยะ ภัยเงียบ .. ปล่อยคาร์บอน 17 ล้านตันต่อปี. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://enst331.blogspot.com/2009/06/17.html.
(วันที่สืบค้นข้อมูล : 3 กรกฏาคม 2555).

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การศึกษาคุณภาพน้ำของแม่น้ำท่าจีนตอนล่างโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

           การศึกษาคุณภาพน้ำของแม่น้ำท่าจีนตอนล่างเป็นระยะทางประมาณ 82 กิโลเมตรโดยเริ่มจากบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมถึงบริเวณปากแม่น้ำอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ 13 ดัชนีในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน ปี 2546 โดยกำหนดจุดสำรวจทั้งหมด 49 สถานี ผลการศึกษาพบว่าความลึกมีค่าอยู่ระหว่าง 1.8-15.6 เมตร อุณหภูมิน้ำมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 27.3 -32.6 องศาเซลเซียส ความเป็นกรดเป็นด่างมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 6.85-8.35 ความเค็มมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 0-18.2 ส่วนในพันส่วน ความโปร่งแสงมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 40-180 เซนติเมตร ปริมาณสารแขวนลอยมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 6-310 มิลลิกรัมต่อลิตร ปริมาณออกซิเจนละลายมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 0.5-7.8 มิลลิกรัมต่อลิตร ความเป็นด่างมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 90-154 มิลลิกรัมต่อลิตร ไนเตรทมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 0.0202-0.7155 มิลลิกรัมต่อลิตร แอมโมเนียมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 0.8432-1.9149 มิลลิกรัมต่อลิตร  ออร์โธฟอสเฟตมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 0.0617-0.6842 มิลลิกรัมต่อลิตร ปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ มีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 10.0155-75.5990 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และบีโอดีมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 1.4-5.5 มิลลิกรัมต่อลิตร   เมื่อทำการเปรียบเทียบผลการศึกษากับมาตรฐานคุณภาพน้ำโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์พบว่าอุณหภูมิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเป็นด่าง ไนเตรท ออร์โธฟอสเฟต คลอโรฟิลล และบีโอดีในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ ในขณะที่ปริมาณออกซิเจนละลายและแอมโมเนียในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำมากและอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้   แผนที่เชิงดิจิตอลแสดงคุณภาพน้ำในแม่น้ำท่าจีนตอนล่างที่ผลิตโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ทำให้สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของคุณภาพน้ำระหว่างฤดูกาลและแสดงบริเวณที่ควรเฝ้าระวังได้อย่างชัดเจน ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงและแหล่งน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


Environmental object คือ คุณภาพน้ำของแม่น้ำท่าจีนตอนล่าง
 
 
 

แหล่งที่มา:
การศึกษาคุณภาพน้ำของแม่น้ำท่าจีนตอนล่างโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.fisheries.go.th/it-gis/data/research-007.html.
(วันที่สืบค้นข้อมูล : 2 กรกฏาคม 2555).


นางสาวแสงเทียน  ฤทธิไกรสร (แนน)

แผนป้องน้ำรับมืออุทกภัย ​เสี่ยงท่วมลึก ท่วมหนัก

      ชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ ทีมกรุ๊ป กล่าวว่า อุทกภัยปี 54 ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี หลังน้ำท่วมปีที่ผ่านมา ทรีมกรุ๊ปได้ให้ความเห็นแผนระยะสั้น ส่วนใหญ่ตรงกับที่รัฐบาลใช้เป็นแผนเร่งด่วน เช่น ขุดลอกคลอง ซ่อมบานประตู การพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำ กำหนดพื้นที่แก้มลิงที่สามารถควบคุมน้ำได้ นอกจากนี้ ทีมกรุ๊ปได้ให้ข้อมูลกับรัฐ เช่น กรมประทาน กรมทางหลวง กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ดำเนินงานตามแผนงานระยะยาว 6-7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณไปกว่า 20,000 ล้าน โดยภายหลังทำงบขึ้นถึงแสนล้านแล้ว
      ในเวทีกรรมการผู้จัดการทีมกรุ๊ปเสนอโครงการแนวผันน้ำมอเตอร์เวย์ เป็นฟลัดเวย์ที่ไม่ใช้คลองธรรมชาติ โดยเห็นควรปรับปรุงนำแนวถนนวงแหวนรอบที่ 3 ด้านฝั่งตะวันออก เพิ่มพื้นที่ตรงกลางถนนอีก 180 เมตร ความยาว 140 กิโลเมตร เพื่อขุดเป็นคลองลึก 8 เมตร ระบายน้ำจาก จ.พระนครศรีอยุธยาลงมาสู่ทะเล อัตราความเร็ว 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีบานประตู่ปิด-เปิดควบคุม ซึ่งจากการศึกษาของทีมกรุ๊ปนอกจากแก้น้ำท่วมจะใช้ประโยชน์ในการเดินเรืออีกด้วย เราใช้ข้อมูลมาสู่การออกแบบเบื้องต้นเป็นโครงการแนวผันน้ำมอเตอร์เวย์นี้ หากปริมาณน้ำมามากเท่าปี 54 จะช่วยจัดการน้ำ รวมถึงเราเสนอปรับปรุงถนนสายหลักและสายรองอีก 11  สาย ก็อยู่ในแผนงาน กรมทางหลวงต้องปรับปรุง เพื่อให้ระบบสัญจรในช่วงน้ำท่วมไม่เป็นอัมพาต ระบบการผลิตไม่หยุดชะงัก
    อีกอุปสรรคสำคัญในการรับมือน้ำ ชวลิตพบว่า เดิมคูคลองถูกรุกล้ำกีดขวางการระบายน้ำไม่ให้เต็มประสิทธิภาพ แม้บางพื้นที่มีการขุดลอกคลองแล้วเสร็จ แต่สภาพจริงไม่เสร็จ เพราะพื้นที่ครึ่งหนึ่งสูญเสียไปด้วยประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ในคลอง บางพื้นที่ขุดลอกไม่ได้ แล้วยังมีการบุกรุกคูคลองเพิ่มขึ้นอีก ทั้งทำถนน ทางเท้ารุกพื้นที่ การระบายน้ำลงทะเลยากลำบาก แม้ขุดลอกแล้ว ภาครัฐต้องหาแนวทางเข้าไปติดตามแก้ไข
ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวว่า หลังอุทกภัยปี 54 ทางสถาบันได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นคลังข้อมูลน้ำ แต่มีข้อมูลเฉยๆ แก้ปัญหาไม่ได้ จึงดำเนินการจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ บูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน จัดทำแบบจำลองเป็นระบบ มีความแม่นยำ ประกอบด้วยแผนที่ฝนของกรมอุตุฯ มารวมเป็นแบบจำลองน้ำท่าส่งต่อไปที่ศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติเพื่อวิเคราะห์จัดสรรสมดุลน้ำ เป็นการจัดการต่างจากที่แล้วมา
โดยแบ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็น 11 เขต 11 Block เพื่อหาสมดุลน้ำในแต่ละพื้นที่ หากสมดุลน้ำลบมากคือ แล้ง บวกมาคือ ท่วม จุดเด่นของระบบนี้คือคิดถึงการพร่องน้ำก่อนน้ำจะมา มีเขื่อนหลายเขื่อนปริมาณน้ำไหลเข้า 4-5 เท่าของความจุ ฉะนั้น การบริหารจัดการได้พื้นที่ท้ายน้ำของเขื่อนจำเป็นต้องพร่องน้ำ บริหารแบบติดลบก่อนพายุจะมา ซึ่งสมดุลน้ำในพื้นที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ระบบนี้เชื่อมต่อกันมีข้อดีแทนที่จะบริหารเขื่อนเดี่ยวเหมือนอดีตจะสามารถบริหารเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมทั้งเขื่อนพระราม 6 เขื่อนเจ้าพระยาไปพร้อมกันได้ ความยืดหยุ่นเกิดขึ้นมากกว่าเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งบริหารน้ำไม่ต่างกับจราจร รถติดคือน้ำท่วม หน้าที่คือทำให้รถไม่ติด



Environmental  object คือ   ปัญหาน้ำท่วม


ที่มา : แผนป้องน้ำรับมืออุทกภัย ​เสี่ยงท่วมลึก ท่วมหนัก . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.thaipost.net/sunday/240612/58649 (วันที่สืบค้นข้อมูล 2 กรกฎาคม 2555)



..ประภาพรรณ  มีทอง  (เกด)





ไอทีกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกันได้ยังไง?


น่าจะเป็นเรื่องไกล้ตัวของคนไอทีทั้งหลายครับ และแน่นอน อะไรก็แล้วแต่ที่มีผลกระทบ หรือมีส่วนทำให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมควรคำนึงและพูดถึงนะครับ หลายๆคนแปลกใจว่า แล้วไอทีมันเกี่ยวอะไรกะบสิ่งแวดล้อม ลองอ่านนี่ดูก่อนครับ
กล่าวกันว่าวิทยาการ หรือ ไอที เทคโนโลยีมักจะพัฒนาสวนทางกับสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ มองว่าในทางปฏิบัติแล้วทั้งสองอย่างควรจะพัฒนาควบคู่กันไป หากมองในมุมของความสำคัญแล้ว มีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ไม่ด้อยไปกว่ากัน คงเป็นโจทย์ที่จะต้องคิด และหาแนวทางปฏิบัติร่วมกันเพื่อเราจะได้มีเทคโนโลยี และไอที วิทยาการสมัยใหม่ไปพร้อมกับ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี
ทุกวันนี้หันไปทางไหนก็มีแต่เวนเดอร์ให้บริการโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “Green” หรือโซลูชันที่มีเป้าหมายในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นก็เพราะนอกจากจะเป็นแนวโน้มสำคัญด้านไอทีในช่วงปีที่ผ่านมาและจะยังคงเป็นแนวโน้มที่สำคัญไปอีกหลายปีแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ส่วนใหญ่แล้วกรีนโซลูชันที่ออกมาใหม่ของเวนเดอร์แทบทุกรายนั้น เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์คุณต้องลงทุนใหม่ ดังนั้น หากคุณให้ความสนใจมากเกินไปและตกหลุมพรางไปกับคำว่ากรีนมากเกินไป สีเขียวๆ อาจกลายเป็นสีแดงๆ ในงบประมาณไอทีของคุณก็เป็นได้
บทความในวันนี้เราจึงขอเสนอแนวคิดและวิธีการวางแผน ออกแบบ เพื่อสร้างไอทีอินฟราสตรัคเจอร์ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงเพราะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นไม่ใช่แค่เรื่องการลดการใช้พลังงาน การลดความร้อนหรือการลดขยะทางเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียวแต่เราต้องคำนึงถึงเป้าหมายทางธุรกิจ สภาพแวดล้อมที่แท้จริงขององค์กรมาประกอบด้วยเป็นสำคัญ ลองนึกถึงโรงงานอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ที่นำของเสียจากการผลิตมารีไซเคิลเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงงานดู หากไฟฟ้าที่รีไซเคิลมาเหลือใช้ล่ะ คุณจะยังมี ความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์ใหม่เพื่อให้ประหยัดไฟฟ้าน้อยลง
การวางแผนการสร้างกรีนอินฟราสตรัคเจอร์หรือกรีนไอที จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนองค์ประกอบทั้งหมดด้านไอทีให้รองรับแนวคิดกรีนแต่ต้องวางแผนเพื่อวิเคราะห์สิ่งทีมีอยู่ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมแล้วจึงค่อยลงทุนใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องบประมาณไอทีของคุณ ตามความจำเป็นที่แท้จริงที่สุดขององค์กร
ตัวอย่างปัญหาโครงการกรีนไอที ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินโครงการกรีนไอทีของคุณ เราอยากแชร์ปัญหาบางอย่างให้คุณเห็นว่า ในหลายๆ ครั้งการดำเนินโครงการกรีนไอทีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตัวอย่างที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อองค์กรแห่งหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่มีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์สู่บรรยากาศจึงเริ่มต้นโครงการขนส่งสีเขียว โครงการรีไซเคิลและลดการใช้พลังงานโดยผู้บริหารซึ่งติดตามข้อมูลจากสื่อหลากหลายทางและมองเห็นว่าฝ่ายไอทีควรเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้
ซึ่งขั้นตอนการทำงานในโครงการนี้ก็ดูเหมือนจะง่าย คือ จัดเก็บข้อมูลอุปกรณ์ไอทีทั้งหมด และตรวจสอบว่าใช้พลังงานเท่าใด และมีการ ปล่อยของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างไร แล้วจึงค่อยวางแผนออกแบบเพื่อปรับปรุง ซึ่งหลังจากทำงานไปหลายเดือน และ เริ่มลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยของเสียบ้างแล้วก็ตาม แต่ฝ่ายไอทีเองก็ยังไม่สามารถดึงอุปกรณ์ต่างๆ ด้านไอทีที่ควรอยู่ใน โครงการนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานได้ และนี่จึงเป็นที่มาของปัญหา
ด้วยเพราะหลังจากฝ่ายไอทีเข้าไปพบปะกับหลายๆ แผนก แทบทุกแผนกที่เกี่ยวข้องไม่มีใครอยากปล่อยอุปกรณ์ที่ตนเองควบคุมอยู่ มาให้ฝ่ายไอทีเป็นผู้จัดการแทน เพราะทั้งฝ่ายรักษาความปลอดภัย ผู้ดูแลควบคุมอุปกรณ์การเข้าออกของพนักงาน อุปกรณ์รักษา ความปลอดภัยทั้งหมด ฝ่ายอาคารผู้ดูแลระบบวิดิโอวงจรปิด และฝ่ายอื่นๆ ที่มีอุปกรณ์ไอทีบางอย่างอยู่ในครอบครองต่างบอกเป็นเสียง เดียวกัน ว่าอุปกรณ์เหล่านั้น “ไม่ใช่อุปกรณ์ไอที” (หรือในบางองค์กรอาจเจอปัญหาในทางกลับกัน คือ ฝ่ายไอทีบอกว่าเป็นอุปกรณ์ไอทีแต่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของตน)
ซึ่งคุณจะเห็นว่าขนาดโครงการนี้ริเริ่มโดยผู้บริหารระดับสูงก็ตาม แต่ “อำนาจหน้าที่” ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคหลักในการเริ่มต้นสร้างกรีนไอที การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นโครงการกรีนไอทีของคุณ การประชุมผู้บริหารทุกฝ่ายต้องเกิดขึ้นอย่างชัดเจนสรุปอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้นำโครงการมีเป้าหมายในการร่วมมือกันอย่างไร เป้าหมายสูงสุดนั้นส่งผลต่อองค์กรอย่างไร กำหนดความ รับผิดชอบและการอนุมัติเบื้องต้นให้ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินโครงงานนี้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น
เริ่มต้นโครงการกรีนไอที
โครงการกรีนไอทีนี้บางแห่งอาจเรียกว่าเป็นโครงการเพื่อความยั่งยืนด้านไอที โครงการที่จะทำให้ระบบไอทีทั้งหมดโดยรวมมีเสถียรภาพมากที่สุด ส่งผลกระทบน้อยที่สุด มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ซึ่งด้วยเป้าหมายเช่นนี้โครงการนี้จึงต้องกระทบกับระบบไอทีในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นอินฟราสตรัคเจอร์ขนาดใหญ่ เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล จอมอนิเตอร์หรือแม้แต่พรินเตอร์ส่วนตัวของผู้บริหาร
ทำให้โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้ระยะเวลานาน บางองค์กรอาจวางแผนระยะยาวไว้นับสิบปี ทำให้การเริ่มต้นปูรากฐานโครงการนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญด้วยกัน 5 ขั้นตอนหลักๆ และวนลูปเป็นวงจรไม่รู้จบจนกว่าจะจบโครงการ โดยทั้งห้าขั้นตอนนี้ไม่รวมถึงขั้นตอนการขออนุมัติโครงงาน ขั้นตอนการประชุมเพื่อสรุปหาความรับผิดชอบ หน้าที่หรือเป้าหมาย แต่เป็นห้าขั้นตอนหลังจากได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการแล้วนั่นเอง โดยทั้งห้าขั้นตอนได้แก่ ขั้นตอนการเก็บข้อมูลและกำหนดความสำคัญ ขั้นตอนการตรวจสอบกระบวนการทางธุรกิจ ขั้นตอนการปรับปรุงเบื้องต้น ขั้นตอนการโน้มน้าวผู้บริหาร และขั้นตอนการออกแบบปรับปรุงและประเมินผลอีกครั้ง
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบกระบวนการทางธุรกิจ
การตรวจสอบกระบวนการทางธุรกิจเดิมของเราก่อนที่จะลงทุนในกรีนโซลูชัน อาจช่วยคุณประหยัดและก้าวไปในแนวทางกรีน ที่ถูกต้องมากกว่าการลงทุนโดยไม่ตรวจสอบกระบวนการเดิมๆ ซึ่งจุดสำคัญคือ ต้องวิเคราะห์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระบวนการใดสามารถปรับลดหรือเปลี่ยนไปใช้วิถีทางที่ดีกว่าได้ และต้องตรวจสอบว่าแต่ละกระบวนการนั้นบริโภคพลังงาน สร้างความร้อนหรือก่อให้เกิดขยะพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน โดยเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญและวิเคราะห์ให้ละเอียดนั้นมีด้วยกัน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่
หนึ่ง วัตถุดิบหรือทรัพยากรที่นำมาใช้ เพราะในอนาคตอีกไม่ไกลจากนี้ในหลายๆ ประเทศอาจมีการออกข้อกำหนดกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องการนำวัตถุดิบที่ได้รับการรองรับตามแนวคิดกรีนมาใช้ในการผลิต และหาก องค์กรไหนมีวัตถุดิบหรือส่วนประกอบที่ไม่ผ่านแนวคิดกรีนแล้วก็อาจวางขายไม่ได้เลย ดังนั้นการตรวจสอบให้ละเอียดจึงเป็นหนทางการสร้างผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดกรีนที่ถูกต้อง
สอง คือ การบริโภคพลังงานและผลกระทบต่อสภาพอากาศ ต้องตรวจสอบกระบวนการทางธุรกิจของเราว่าแต่ละขั้นตอนใช้พลังงานเท่าใด สามารถหาวิธีการใดที่จะช่วยลดการใช้พลังงานได้บ้าง และแต่ละขั้นตอนส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมอย่างไร มีกระบวนการใดจะลดหรือดึงผลกระทบเหล่านั้นเพื่อสร้างเป็นประโยชน์แทนได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น ระบบปรับอากาศในดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันมีเวนเดอร์ที่มีระบบตรวจสอบอุณหภูมิภายในอากาศและนำความร้อนที่เกิดขึ้นมาใช้เป็นฮีทเตอร์เพื่อให้อุณหภูมิในอาคารอบอุ่นหรือนำไปใช้ทำน้ำอุ่นก็มีเป็นต้น
สาม คือ ของเสียจากกระบวนการทำงาน เช่น กระดาษหรือเอกสารทางธุรกิจต่างๆ แค่นโยบายให้ใช้กระดาษ ทั้งสองหน้าก็ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระดาษลงได้ถึง 40% หรือหากไม่ใช้กระดาษเลยนอกจากจะประหยัดค่ากระดาษแล้ว ยังช่วยให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็วกว่า และค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเอกสารเพื่อการอ้างอิงในระยะยาวแล้วเอกสารดิจิตอลมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า เป็นต้น
สี่ คือ ผลกระทบทางสุขภาพและความปลอดภัย บางครั้งในกระบวนการทำงานของเราอาจก่อให้เกิดผลเสียทางสุขภาพของพนักงานโดยเราไม่รู้ตัว เช่น จอมอนิเตอร์รุ่นเก่าที่หมดสภาพแล้วอาจส่งรังสีหรือมีอัตรากระพริบของภาพที่ไม่เหมาะสมต่อสายตาพนักงาน หรือผงหมึกของพรินเตอร์และกระบวนการทำงานที่ก่อให้เกิดไอออนสู่อากาศภายในสำนักงานที่ส่งผลเสียต่อการหายใจของพนักงาน เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 3 การปรับปรุงเบื้องต้น
หลังจากสองขั้นตอนแรก ถึงจุดนี้คุณอาจเสียเวลาไปแล้วสองถึงสามเดือน แต่ก็เป็นสองสามเดือนที่คุ้มค่า เพราะด้วยการจัดเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ทำให้เราได้รู้ว่าเราต้องปรับปรุงสิ่งใดบ้าง โดยแทบอาจไม่ต้องลงทุนใดๆ เพิ่มเติม ในขั้นตอนที่ 3 นี้เราอยากให้คุณเริ่มวางนโยบายและบังคับใช้ เพื่อเป้าหมายในการลดการใช้พลังงาน ลดขยะพิษและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น นโยบายการทำงานของพนักงานขาย ที่อาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นทำงานอยู่บ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง ลดพื้นที่ในสำนักงาน และอาจกำหนดวันประชุมเพื่ออัพเดตข้อมูลการขายรวมกัน หรืออาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมขององค์กรโดยอาจเลือกให้เข้าประชุมทุกเย็นวันเว้นวัน เป็นต้น
นอกจากนโยบายพื้นฐานแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอีกส่วนที่คุณต้องกระทำในขั้นตอนนี้คือ การทดลองปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมสู่กรีนไอทีแบบง่ายๆ ในส่วนที่จำเป็นเล็กๆ เสียก่อน เช่นคุณอาจตรวจสอบกระบวนการทำงานและจดบันทึกข้อมูลแล้วได้ข้อสรุปว่า ควรเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทุกคนในสำนักงานให้เป็นธินไคลเอ็นต์หรือไม่ก็ใช้โน้ตบุ๊กแทน เพราะคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่โน้ตบุ๊กใช้พลังงานเพียง 750 กิโลวัตต์ชั่วโมงหรือประหยัดไฟฟ้าได้ 250 หน่วย คิดแบบบัญญัติไตรยางง่ายๆ หน่วยละ 3 บาท ก็ประหยัดได้ปีละ 750 บาทต่อเครื่อง คุณอาจ เลือกหน่วยงานเล็กๆ และเริ่มเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ทั้งหน่วยงานและทดสอบวัดค่าใช้จ่ายจริงก่อน เพื่อดูว่าหากเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กรที่อาจมีคอมพิวเตอร์นับพันเครื่องนั้นจะช่วยประหยัดได้มากน้อยแค่ไหน หรือการเปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป กลายเป็นโน้ตบุ๊กนั้นมีความ เหมาะสมต่อกระบวนการทำงานมากน้อยแค่ไหนเป็นต้น
ขั้นตอนที่ 4 โน้มน้าวผู้บริหาร
คุณอาจสงสัยว่าทำไมมาโน้มน้าวผู้บริหารเอาขั้นตอนที่ 4 ทั้งๆ ที่เราได้ทำไป (ตอนขออนุมัติ) ตั้งแต่แรกเริ่มคิดทำโครงการนี้ไม่ใช่หรือ ความจริงคือ การอนุมัติโครงการกรีนไอทีขององค์กรคุณนั้น เพราะแต่ละองค์กรผลลัพธ์การประหยัดหรือการลดความเสียหายที่ส่งผลต่อ สิ่งแวดล้อมนั้นต่างกัน บางองค์กรทำแล้วอาจไม่ได้ประหยัดอะไรขึ้นมาเลยแถมอาจเสียมากกว่าได้ เราจึงแนะนำให้คุณเริ่มต้นช้าๆ ตามขั้นตอนที่ 1 ถึง 3 เสียก่อน ซึ่งแม้คุณจะได้รับการอนุมัติมาแล้วก็ตาม แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วโครงการกรีนไอทีนั้นเป็นโครงการขนาดใหญ่ระยะยาวและส่งผลต่อทุกส่วนในองค์กร ดังนั้นการมีข้อมูลสนับสนุนจากการทดลองจริงในองค์กร จะเป็นข้อมูลสนับสนุนที่ดีกว่าข้อมูลจาก เวนเดอร์ที่มาเสนอขายนั้นเอง
โดยหลังจากขั้นตอนที่ 3 เราจะได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการพิจารณาในโครงการที่ใหญ่กว่า เช่น การเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ทั้งหมดขององค์กรหรือการควบรวมเซิร์ฟเวอร์และใช้เทคโนโลยีเวอร์ชวลไรเซชันเป็นต้น และเนื่องจากในหลายๆ กรณีของโครงการกรีนไอทีนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างผลกำไร แม้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาวก็ตาม แต่ก็ยังมีผู้บริหารอีกมากที่คิดว่ามันคือการลงทุนใหม่ก้อนใหญ่ที่อาจไม่คุ้มค่า ดังนั้นในขั้นตอนนี้คุณจึงต้องโน้มน้าวแนวคิดของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารทุกส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารฝ่ายการเงินผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้บริหารฝ่ายอาคาร เป็นต้น ให้พวกเขาเหล่านี้ทราบถึงความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงไอทีครั้งนี้ ที่จะนำไปสู่กระบวนการทำงานที่ดีกว่า ประหยัดกว่าและเหมาะสมกว่า
โดยคุณต้องแจกแจงข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่การจดบันทึกค่าใช้จ่ายต่างๆ การทดสอบการลงทุนในหน่วยงานเล็กๆ และผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงการเสนอแผนระยะยาวในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่การเป็นองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะโครงการเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องดำเนินการทีเดียวพร้อมกันหมด แต่ค่อยๆ ทำทีละส่วนจนครบได้ คุณต้องชี้แจงให้ผู้บริหารเข้าใจว่าโครงการนี้ไม่ใช่จับเปลี่ยนทุกอย่างเป็นของใหม่ทั้งหมด แต่เป็น การวางแผนค่อยๆ เปลี่ยนของเก่าที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุ ด้วยของใหม่ที่รองรับแนวคิดกรีนมากกว่า
ขั้นตอนที่ 5 การออกแบบปรับปรุงและประเมินผลอีกครั้ง
ขั้นตอนที่ 5 นี้ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่เป็นขั้นตอนที่ทำให้ข้อมูลทั้งหมด การทดสอบทั้งหมดเกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง คุณต้องนำข้อมูลทั้งหมดที่ผ่านมา วิเคราะห์และสรุปเพื่อนำมาออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ ออกแบบแผนผังของอาคารใหม่ ออกแบบไอทีอินฟราสตรัคเจอร์ใหม่ ซึ่งในขั้นตอนนี้เวนเดอร์ทุกรายพร้อมยินดีช่วยเหลือ ยิ่งคุณมีข้อมูลพร้อม ขนาดนี้การเลือกโซลูชันจากเวนเดอร์ต่างๆ ย่อมเป็นเรื่องง่ายกว่าการเริ่มต้นจากเวนเดอร์รายเดียว
จุดสำคัญในการออกแบบนี้คือ ทุกโซลูชันที่คุณเลือกต้องผ่านการตรวจสอบและประเมินค่าการบริโภคไฟฟ้า ผลกระทบจากการปลดปล่อยของเสียสู่สภาพแวดล้อม โดยคุณต้องจำลองเหตุการณ์การทำงานในกระบวนการต่างๆ และทำขั้นตอนที่1 โดยเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ที่คาดว่าจะเลือก เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลว่าเมื่อลงทุนจริงๆ แล้วจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้เท่าไร มีผลกระทบต่อการทำงานอย่างไร และที่สำคัญคือ อย่าลืมว่าโซลูชันที่เลือก ต้องส่งผลที่ดีขึ้นต่อการทำงานและรองรับความต้องการทางธุรกิจในอนาคตอีกด้วย
ที่สำคัญต้องคำนวณ ROI คำนวนหาระยะเวลาคุ้มทุน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับอายุการใช้งานของโซลูชันที่เลือกด้วย เพราะในบางกรณี บางโซลูชันของเวนเดอร์อาจช่วยประหยัดได้มาก เป็นตัวเลขที่สูง ราคาไม่แพงจึงให้ค่า ROI ที่ดีกว่าของอีกเวนเดอร์หนึ่งที่ประหยัดได้น้อยกว่าก็เป็นได้ แต่โซลูชันของเวนเดอร์รายแรกก็มีอายุการใช้งานโซลูชันที่สั้นกว่าเวนเดอร์อีกราย ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วเราอาจเห็นว่าโซลูชันของเวนเดอร์ที่แพงกว่าในตอนเริ่มต้นอาจจะช่วยให้เกิดการประหยัดในระยะยาว แล้วคุ้มค่ากว่าก็เป็นไปได้
สุดท้ายนี้คุณจะเห็นว่าการดำเนินโครงการกรีนไอที หรือการทำระบบไอทีให้มีเสถียรภาพสูงสุด ใช้งานได้ยาวนานที่สุด คุ้มค่าที่สุดและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดนั้น มีกระบวนการที่ง่ายไม่ซับซ้อน แต่ใช้เวลาค่อนข้างมาก ดังนั้นถึงตอนนี้คุณอย่าใจเย็นอีกต่อไป อย่าคิดว่าอายุของโซลูชันหรืออุปกรณ์ที่มีอยู่นั้นจะสามารถใช้ได้อีกหลายปี จงเริ่มเก็บข้อมูล ตรวจสอบการบริโภคไฟฟ้าเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตในเวลาที่เหมาะสม คุณจะได้เลือกโซลูชันที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างคุ้มค่า ตรงความต้องการทางธุรกิจและมีอายุโซลูชันที่ยาวนานอย่างแท้จริง
Work From Home เรื่องที่พูดมานาน ก็เป็นกรีนไอทีได้
การทำงานแบบยืดหยุ่น ทำงานจากระยะไกลหรือที่เรียกกันติดปากว่า “ทำงานจากบ้าน” นั้น แม้เป็นแนวคิดที่มีนานแล้ว แต่ก็ ถือเป็นกรณีศึกษาที่บ่งชี้ว่าแม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็มีส่วนก่อให้เกิดกรีนไอทีในองค์กรได้เช่นกัน โดยการทำงานจากบ้านนั้น ช่วยลดความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงาน ประหยัดเงินและลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะพนักงานนั้นคือกลจักรสำคัญในการสร้างกรีนไอที ทั้งเป็นผู้สร้างความเสียหาย และเป็นผู้ลดความเสียหายให้เกิดขึ้นได้น้อยที่สุดเช่นกันโดยในปี ค.ศ. 2004 ได้มีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยงานวิจัย “เลขไมล์” โดยจดบันทึกเลขไมล์ของรถยนต์ ที่พนักงานใช้ทั้งก่อนและหลังการทำงานจากบ้าน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ พนักงานสามารถลดเลขไมล์ที่เพิ่มขึ้นลงได้ตั้งแต่ 53% ถึง 77% ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าพนักงานสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้สูงมากทีเดียวและในส่วนสำหรับองค์กรก็ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าจากการใช้งานของพนักงานท่านนั้น ประหยัดพื้นที่สำนักงาน ลดจำนวนโต๊ะทำงาน จำนวนสายไฟ จำนวนขยะจากการทำงาน เพราะในการศึกษาส่วนหนึ่งพบว่า แม้พนักงานที่มีใจรักและภักดีต่อองค์กรแค่ไหน ก็ใช้ทรัพยากรขององค์กรสูงกว่าที่ทำงานจากบ้านอยู่ดีแต่การทำงานจากบ้านยังมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกรีนไอที นั้นคือสังคมการทำงานจากบ้านพนักงานจะไม่ได้ สังคมกับผู้อื่นมากนัก แม้จะมีการทดแทนด้วยระบบประชุมทางไกลผ่านวิดิโอ ระบบรับส่งข้อความด่วนก็ตาม ซึ่งความเป็นสังคมนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่องค์กรต้องถกเถียงกันต่อไป
นอกจากเราใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก เพื่อความสะบาย รวดเร็วในการทำงานแล้ว เรายังจำเป็นจะต้องคำนึงถึงผลกระทบ สิ่งสะท้อนที่จะเกิดกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย


Environmental object คือ ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมกับไอที


ที่มา: ไอทีกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกันได้ยังไง?. [Online]. เข้าถึงได้จากhttp://forums.it.kmitl.ac.th/index.php/topic,6982.msg72418.html?PHPSESSID=92e8697135de764d2427a78cfdc13127#msg72418
. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 1 กรกฎาคม 2555).


นายอธิคม  คำสอนทา (ก๊อบ)



วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผลวิจัยพบ ผืนโลกส่วนใหญ่อาจประสบภาวะแล้งจัดในอีก 30 ปีข้างหน้า

  เอเอฟพี - การศึกษาของสถาบันวิจัยเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ พบ พื้นที่จำนวนมากบนผืนโลก ซึ่งรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจประสบภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงภายใน 30 ปีข้างหน้า หากไม่มีการลดการแพร่กระจายของก๊าซเรือนกระจก



                                     

      ไอกูโอ ได นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์การวิจัยด้านชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือเอ็นซีเออาร์ กล่าวว่า "เรากำลังเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดความแห้งแล้งอย่างกว้างขวางในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้านี้ แต่ยังต้องได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่จากทั้งภาครัฐ และองค์กรวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"
      
       เขาระบุว่า หากสิ่งที่คาดการณ์ไว้ในรายงานดังกล่าวใกล้เป็นความจริง ผลที่ตามมาต่อสังคมทั่วโลกจะยิ่งใหญ่โต
      
       หลายส่วนในเอเชีย สหรัฐฯ และยุโรปตอนใต้ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของแอฟริกา ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง อาจได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งรุนแรงในอีก 20-30 ปีข้างหน้า โดยพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะประสบภาวะแห้งแล้งอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมากที่สุด
      
       ส่วนเขตที่ราบสูงตั้งแต่ตอนเหนือของยุโรป ไปจนถึงรัสเซีย แคนาดา อะแลสกา และอินเดียอาจมีความชื้นมากขึ้น ตามผลการศึกษาดังกล่าว ซึ่งตีพิมพ์ในบทวิจารณ์ วิลีย์ อินเทอร์ดิสซิพลินารี รีวิว หัวข้อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
      
       อย่างไรก็ตาม ความชื้นที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้สภาพความแห้งแล้งในพื้นที่ส่วนที่เหลือของโลกดีขึ้นแต่อย่างใด
      
       ทั้งนี้ ไดใช้ผลการจำลองจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ในการประชุมระดับนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน หรือไอพีซีซี ที่ชนะรางวัลโนเบล เพื่อคาดคะเนอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความชื้นสัมพัทธ์ รวมทั้งปัจจัยด้านสภาพอากาศอื่นๆ บนพื้นฐานการแพร่กระจายของก๊าซเรือนกระจก
      
       สำหรับแผนที่โลก ซึ่งไดสร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลเหล่านั้น แสดงให้เห็นว่า ความแห้งแล้งอย่างรุนแรงภายในปี 2060 นั้นจะปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแอฟริกา ยุโรปตอนใต้ ตะวันออกกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกา (ยกเว้นอะแลสกา และตอนเหนือของแคนาดา อุรุกวัย และตอนเหนือของอาร์เจนตินา) ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
      
       นอกจากนี้ แผนที่ดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนกลาง และเหนือของยูโรเชีย อะแลสกา ตอนเหนือของแคนาดา รวมถึงอินเดียจะมีความชุ่มชื้นมากขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน





ที่มา :
ผลวิจัยพบผืนโลกส่วนใหญ่อาจประสบภาวะแล้งจัดในอีก 30 ปีข้างหน้า  . [Online]. เข้าถึงได้จาก :http://www.environnet.in.th/index.phpoption=com_content&view=article&id=859&catid=69&Itemid=51 . (วันที่สืบค้นข้อมูล : 1 กรกฎาคม 2555).
 
 
น.ส. หิรัญญิกา  ศรีวงษ์กลาง(จ๋อม)