วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รถอีโคคาร์ (eco car)

ข้อกำหนดคุณสมบัติของรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตราฐานสากลหรือรถอีโคอาร์ (ECO Car) มีทั้งหมด 4 ข้อ โดยรถที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ทางภาษี โดยภาษีสรรพามิตรของอีโคคาร นั้นคือ 17%
4 คุณสมบัติ ของรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (ECO Technology)

ความประหยัดน้ำมัน โดยจะต้องมีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 5 ลิตร/100 กม. หรือ น้ำมัน 1 ลิตรวิ่งได้ระยะทาง 20 กม.

การรักษาสิ่งแวดล้อม มาตรฐานมลพิษปลอดภัยระดับยูโร 4 คือ มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์น้อยกว่า 120 กรัม/ระยะทาง 1 กม. โดยรถยนต์ในกลุ่มประเทศยุโรป มีเพียง 5% ที่ผ่านมาตรฐานระดับยูโร 4 นี้

ความปลอดภัยในระดับสูง ได้มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป (UNECE 94 และ 95) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากการชนด้านหน้าและด้านข้าง

ความคล่องตัว เพื่อให้เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง จึงกำหนดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และไม่เกิน 1,400 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

  คำว่า Eco Car นั้น หลายคนเข้าใจผิดไปคิดถึง Economy Car ซึ่งหมายถึงรถราคาถูก เพื่อคนมีรายได้น้อยเป็นหลัก
แต่ อันที่จริงแล้ว นั่นกลับมิใช่ความหมายของคำว่า Eco Car เลย
       อันที่จริงแล้ว Eco Car มาจากศัพท์คำว่า Ecology Car ซึ่งหมายถึง รถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของประเทศไทยได้ใช้ข้อกำหนดตามมาตรฐานของยุโรป ทั้งในส่วนของ Euro4 ซึ่งกล่าวถึงเรื่องมลพิษ และ UNECE94-95 ที่กล่าวถึงเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ Global standard Eco car ที่กำหนดในเรื่องของอัตรการสิ้นเปลืองน้ำมันต่อลิตร  และยังมีข้อกำหนดที่ในบางประเทศกำหนดเพิ่มเติม เช่น อัตราภาษี เป็นต้น
        ดังนั้นจะเห็นว่าเกิดความเข้าใจผิดอย่างมากว่า Eco Car คือรถราคาถูก แล้วจะไม่ดี ไม่มีมาตรฐาน วิ่งทางไกลไม่ได้ โครงสร้างไม่แข็งแรง  เรื่องเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดทั้งสิ้น  เนื่องจากรถ Eco Car เป็นรถที่ถือว่ามีมาตรฐานการผลิตที่สูงมาก จนกระทั้งค่ายรถยักษ์ใหญ่หลายๆค่ายยังไม่สามารถผลิตรถได้ตามมาตรฐานที่กำหนด  แต่ส่วนที่ราคารถถูกลงเนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีอย่างมาก  ทั้งในส่วนของอะไหล่  เครื่องจักร และวัสดุที่ต้องนำเข้า  สรรพสามิต  อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องการลงทุนต่างๆ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ  เป็นต้น

        หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ   และโปรดสบายใจได้ว่ารถอีโก้คาร์ของท่าน คือรถที่มีมาตรฐานการผลิตที่สูง  จนกระทั่งค่ายรถยักษ์ใหญ่ในอเมริกาขอถอนตัวจากการผลิต  เนื่องจากไม่สามารถจะทำตามข้อกำหนดได้ และหากแม้จะมีรถยนต์จากค่ายใดสามารถกำหนดราคาขายได้ในราคาถูกมากๆ แต่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนด รถคันนั้นก็จะไม่ถูกเรียกว่า Eco Car อย่างแน่นอน



นายยุทธภูมิ  ปาใประเสริฐ 5315046


ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อการจัดการขยะมูลฝอย
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น



การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยประยุกต์
(Applied Research) ประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้
2.1 การพัฒนาเกณฑ์เพื่อเลือกพื้นที่สำหรับจัดการขยะมูลฝอย โดยใช้หลักการให้ค่าน้ำหนัก
ความสำคัญกับปัจจัย และค่าความเหมาะสมของปัจจัยย่อยด้วยแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญด้าน
สิ่งแวดล้อม 3 ท่าน
2.2 การพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูลขยะมูลฝอย ผู้วิจัยทำการพัฒนาระบบผ่านทาง
เว็บไซต์ โดยใช้ภาษา PHP (Lash, D.A., 2003) และใช้ MySQL ในการจัดการฐานข้อมูล ในการ
ใช้งานผู้ใช้สามารถป้อนข้อมูลการจัดการขยะมูลฝอย รวมทั้งสามารถเรียกดูรายงาน การ
พยากรณ์ปริมาณขยะมูลฝอยได้ โดยผลลัพธ์ที่ได้จากระบบการจัดการฐานข้อมูล คือ ขนาดพื้นที่
ที่เหมาะสมสำหรับการจัดการขยะมูลฝอย
2.3 การพัฒนาระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อการคัดเลือกพื้นที่สำหรับจัดการ
ขยะมูลฝอย ผู้วิจัยพัฒนาระบบด้วยโปรแกรม ArcGIS โดยใช้ข้อมูลเกณฑ์ที่พัฒนาขึ้นและ
ผลลัพธ์ขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดการขยะมูลฝอยที่ได้จากระบบการจัดการฐานข้อมูล
มาใช้ในการวิเคราะห์ระบบ ในการใช้งานผู้ใช้ต้องเลือกแผนที่ และป้อนข้อมูลปัจจัยย่อย เพื่อ
วิเคราะห์หาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดการขยะมูลฝอย

2.4 การทดสอบความสามารถในการใช้งานของระบบกับเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขและ
สิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น3 แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล
บ้านเกาะ องค์การบริหารส่วนตำบลสุรนารี และองค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือเก่า จังหวัด
นครราชสีมา โดยพิจารณาจากความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.)
เนื่องจากความหนาแน่นของประชากรจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการวิเคราะห์พื้นที่ที่เหมาะสมใน
การจัดการขยะมูลฝอย รวมทั้งมีผลต่อการจัดการขยะมูลฝอย โดย อบต.บ้านเกาะเป็นตัวแทนพื้นที่
ที่มีความหนาแน่นสูง เฉลี่ย 1,314 คนต่อตร.กม. อบต.สุรนารีเป็นตัวแทนพื้นที่ที่มีความหนาแน่น
ปานกลาง เฉลี่ย 317 คนต่อ ตร.กม. อบต.มะเกลือเก่า เป็นตัวแทนพื้นที่ที่มีความหนาแน่นต่ำ
เฉลี่ย 68 คนต่อตร.กม.เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบ
สอบถามแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลผู้ใช้งาน เป็นคำถามปลายปิดและคำถามปลายเปิด
ส่วนที่ 2 ข้อมูลการใช้งานระบบ ประกอบด้วย ระบบการจัดการฐานข้อมูลขยะมูลฝอย และ
ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อการคัดเลือกพื้นที่ในการจัดการขยะมูลฝอย การแปลผล
คะแนนแบบสอบถามแบ่งระดับเพื่อวัดความสำคัญของแต่ละปัจจัยออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่
คะแนน 4.21-5.00 คือ มากที่สุด คะแนน 3.41-4.20 หมายถึง มาก คะแนน 2.61-3.40 คือ
ปานกลาง คะแนน 1.81-2.60 คือ น้อย คะแนน1.00-1.80 คือ น้อยที่สุด และได้จำแนกหลัก
เกณฑ์ในการประเมินความสามารถในการใช้งานได้ของระบบออกเป็น 5 ด้าน คือ ความ

ประสิทธิภาพ (Efficiency) ความมีประสิทธิผล(Effectiveness) ความพึงพอใจ (Satisfaction)
ความเชื่อถือได้ในการใช้งาน (Reliability) และความสามารถในการเรียนรู้ (Learnability)
(Folmer, E. and Bosch, J., 2004) (Seffah, A.,
Donyaee, M., Kline, R.B. and Padda, H.K.,
2006)

ที่มา http://ird.rmutp.ac.th/old/files_upload/5-2-8.pdf

Data Capture ; ใช้ในระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อการคัดเลือกพื้นที่สำหรับจัดการขยะมูลฝอย
Data Storage ; เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบ สอบถามแบ่งเป็น 2  ส่วน

ส่วนที่ 1 ข้อมูลผู้ใช้งาน เป็นคำถามปลายปิดและคำถามปลายเปิด

ส่วนที่ 2 ข้อมูลการใช้งานระบบ ประกอบด้วย ระบบการจัดการฐานข้อมูลขยะมูลฝอย


Data analysis ; ผู้วิจัยพัฒนาระบบด้วยโปรแกรม ArcGIS ใช้ในการประมวลผลสำหรับจัดการขยะมุลฝอย
Data Aggregation ; เกณฑ์ในการประเมินความสามารถในการใช้งาน
ได้ของระบบออกเป็น 5 ด้าน คือ ความประสิทธิภาพ (Efficiency) ความมีประสิทธิผล
(Effectiveness) ความพึงพอใจ (Satisfaction) ความเชื่อถือได้ในการใช้งาน (Reliability) และ
ความสามารถในการเรียนรู้ (Learnability)

นายยุทธภูมิ  ปาใจประเสริฐ 5315046


เปิดตัว “สึนามิโมเดล” แห่งแรกฝีมือเด็กไทย



              เผยโฉม สึนามิโมเดลแห่งแรกฝีมือเด็กไทย ต่อยอดนวัตกรรมการเรียนรู้นอกตำรา-ประสานความร่วมมือชุมชน ตรงสู่ความต้องการผู้เรียน-ผู้สอน-สถานการณ์ปัจจุบัน
      
       เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ณ โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดงานเปิดตัว สื่อการเรียนรู้ต้นแบบจำลองการเกิด สึนามิเสมือนจริงแห่งแรกในประเทศไทยจากฝีมือของนักเรียนและครูโรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม โดยภายในงานยังมีการเสวนาเรื่อง โมเดลสื่อการเรียนรู้ภัยพิบัติ สึนามิกับการตั้งรับและการอยู่ร่วมหลังภัยพิบัติ
 ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า โมเดลสื่อการเรียนรู้ภัยพิบัติสึนามินี้ นอกจากจะมีประโยชน์ในการนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน เช่น ที่มหาวิทยาลัยออริกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการทำโมเดลเพื่อแสดงถึงการเกิดภัยพิบัติ ซึ่งมีการจัดทำเป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการเกิดคลื่น และการเกิดสึนามิ ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ที่จะนำไปใช้สอนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน สังคม และถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสนับสนุน เพื่อต่อยอดการเรียนรู้นอกตำรา ช่วยให้เด็กมีกระบวนการคิดไร้ขีดจำกัด ขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้เขาเอาตัวรอดได้ ไม่เพียงแต่การเกิดสึนามิ แต่รวมถึงการเกิดเหตุแผ่นดินไหว ภาวะเรือนกระจก ว่าจะเกิดผลอย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่ค่อยมีหลักสูตรที่สอดคล้องกับสภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน
       

          นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค.กล่าวว่า โมเดลสึนามิ ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรม ที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษา ครั้งที่ 1/2553 นั้นสะท้อนให้เห็นความพยายามให้การสร้างการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน โดยมีครูเป็นผู้ดูแล ทำให้เกิดการกระตุ้น และการปรับใช้นวัตกรรมที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับความต้องการคนในแต่ละพื้นที่ เช่น การเกิดสึนามิ ภาวะเรือนกระจกฯ ส่งเสริมให้ทั้งครูและนักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งนอกและในบทเรียน นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งปันองค์ความรู้ในการสร้างโมเดลให้กับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติได้หากสนใจ สำหรับหัวข้อการเปิดรับทุนในระดับมัธยมฯในปีนี้ที่มี 3 โจทย์หลัก คือ 1.การพัฒนาทักษะการคิด 2.ทักษะชีวิต และ 3.การบริหารจัดการที่ดีในโรงเรียน โดยเปิดรับสมัครถึงสิ้นกรกฎาคมนี้ ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.Qlf.or.th
      
       นายดิลก อุทะนุต อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญงานพัฒนาหลักสูตร ร.ร.สตรีวัดมหาพฤฒาราม กล่าวว่า โมเดลสื่อการเรียนรู้ภัยพิบัติสึนามิ เริ่มจากการเรียนรู้เรื่องคลื่น โดยสร้างหน่วยการเรียน คลื่นหรรษาเพื่อเรียนรู้องค์ความรู้เกี่ยวกับคลื่น ซึ่งการเรียนเพียงในห้องเรียนยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ นอกจากนักเรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเกิดสึนามิแล้ว ยังทำให้เกิดกระบวนการคิด และเด็กได้ลงมือปฏิบัติ เมื่อเกิดปัญหาก็ร่วมกันแก้ไข ใช้ทั้งทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทักษะเชิงช่างในการสร้างแบบจำลอง นอกจากนี้ยังช่วยตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งหากโรงเรียนอื่นๆสนใจ ข้อแนะนำแรกคือ ต้องหาโจทย์ให้ได้ก่อนว่าสนใจเรื่องใด แล้วจึงคิดถึงรูปแบบที่จะใช้ในการเรียนการสอน
       
    น.ส.อิสราภรณ์ เศรษฐ์ธนันท์ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ร.ร.สตรีวัดมหาพฤฒาราม กล่าวว่า การเรียนวิทยาศาสตร์ผ่านโมเดลสึนามิ ทำให้เห็นภาพ ช่วยเพิ่มความเข้าใจและไม่ต้องเสียเวลาท่องจำ โดยเฉพาะสร้างให้เกิดกระบวนการคิดแบบมายด์ แม็ปที่ช่วยในการจำและเรียบเรียงข้อมูล ส่วนวิธีเรียนอื่นๆ ที่เคยเรียนจะเน้นทฤษฎี แต่ไม่ปฏิบัติ ยิ่งเป็นเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ คนก็จะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเด็กผู้หญิง แต่ก็ทำให้เรียนรู้ว่า ถ้ามีโอกาสหยิบยื่นเข้ามา ทุกคนก็มีโอกาสที่จะคิดและสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยตอบโจทย์การเรียนรู้ของตัวเอง และต่อไปก็อาจจะช่วยเหลือสังคมได้เช่นกัน


นี้คือการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้งานในด้านการเรียนรู้และศึกษาให้ความรู้โดยการใช้โมเดลมาเป็นองค์ประกอบเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 โดยในพระบรมราชินูปถัมภ์ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)  เป็นสนันสนุนและมีการนำไปทดลองใช้
Environmental object คือ การเกิดภัยพิบัติคลื่นสึนามิ
Environmental data object   ความต้องการของผู้เรียนและการเกิดสึนามิ

Meta data คือ โมเดลสื่อการเรียนรู้ภัยพิบัติสึนามิ
ที่มา http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000083638&CommentReferID=19343906&CommentReferNo=2&

นายชินบัญชร์ ร้านจันทร์ (โจ้)

ทุ่นลอยน้ำลึก : ระบบแจ้งเตือนสึนามิในทะเลอันดามัน

ศูนย์ เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้จัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการติดตั้งทุ่นลอยน้ำลึกตรวจวัดคลื่นสึนามิใน ทะเลอันดามันครั้งนี้ จำนวน 2 ทุ่น
โดยเรือ.ซีฟเดด (SEAFDEC) ซึ่งบรรทุกทุ่นตรวจวัดคลื่นสึนามิจำนวน 2 ทุ่น ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้แวะพักหลังออกเดินจากท่าเทียบเรือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมรับคณะกรรมการตรวจรับโครงการติดตั้งทุ่นลอยน้ำลึกในฝั่งทะเลอันดามัน วิศวกร นักวิชาการคอมพิวเตอร์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมเดินทางไปติดตั้งทุ่นดังกล่าวในทะเลอันดามันบริเวณห่างจากเกาะ ภูเก็ตไปประมาณ 250 กิโลเมตร และห่างจากหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา ไปประมาณ 230 กิโลเมตร
นายชยสาร โทณานนท์ ประธานคณะกรรมการตรวจรับโครงการติดตั้งทุ่นลอยน้ำลึกในฝั่งทะเลอันดามัน กล่าวว่า ภารกิจของเรือ.ซีฟเดดและเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้จะไปทำการติดตั้งทุ่นตรวจวัดคลื่นสึนามิในทะเลอันดามันจำนวน 2 ทุ่น โดยจุดแรกจะเริ่มติดตั้งได้ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ซึ่งห่างจากเกาะภูเก็ตไปประมาณ 250 กิโลเมตร และจุดที่ 2 บริเวณห่างจากหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงาไปประมาณ 230 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 3-5 วันจะแล้วเสร็จ
ซึ่งทุ่นทั้ง 2 มีคุณสมบัติตามมาตรฐานสากล มีอุปกรณ์หลัก คือ อุปกรณ์ตรวจวัดแรงดันน้ำทะเลที่ติดตั้งที่พื้นท้องทะเล ทุ่นลอยและชุดอุปกรณ์ระบบรับ-ส่งสัญญาณและวิเคราะห์ข้อมูลที่ติดตั้ง ณ ห้องปฏิบัติการ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ในสถานการณ์ปกติ (Normal Mode) ทุ่นจะส่งข้อมูลไปยังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ทุกๆ 6 ชั่วโมงหรือแล้วแต่จะสั่งแสดงทั้งข้อมูลความสมบูรณ์ในการทำงานของทุ่น และค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลที่บันทึกไว้ ทุกๆ 15 นาที
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Mode) เมื่ออุปกรณ์สามารถตรวจวัดคลื่นสึนามิได้หรือหากได้รับคำสั่งจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะสามารถส่งข้อมูลถึงศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และวิเคราะห์ประมวลได้ภายใน 5 นาที พร้อมการวัดค่าการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทุก 15 วินาที จนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ นอกจากนั้นยังมีระบบฐานข้อมูล และระบบอื่นๆเพื่อรองรับความปลอดภัยของตัวทุ่นเอง
ทุ่นลอยน้ำลึกตรวจวัดคลื่นสึนามิ เป็นระบบเฝ้าสังเกตการณ์ตรวจจับวัดระดับและรายงานการเกิดสึนามิ ระบบนี้จะประกอบด้วยส่วนประกอบ2 ส่วน คือ เครื่องบันทึกแรงดันน้ำ ซึ่งจะติดตั้งอยู่บนระดับพื้นทะเล เพื่อวัดความแตกต่างของระดับแรงดันน้ำ และอีกส่วนคือ ทุ่นลอยผิวน้ำ เพื่อสื่อสารข้อมูลส่วนใต้น้ำและส่งผ่านดาวเทียมได้ทันที โดยจะมีตัวเชื่อมสัญญาณเสียง (Acoustic Modem) ทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลจากเครื่องบันทึกความดันน้ำ ซึ่งอยู่ที่ระดับพื้นทะเลสู่ทุ่นลอยที่อยู่ผิวน้ำ ซึ่งข้อมูลจากทุ่นลอยน้ำลึกตรวจวัดคลื่นสึนามิจะถูกนำมาประมวลผลผ่านแบบคำนวณที่ติดตั้งอยู่ ณ ห้องปฏิบัติการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในการประกาศเตือนภัย 
ระบบตรวจวัดและรายงานการเกิดสึนามิดังกล่าว คือเทคโนโลยีระบบเตือนภัยสึนามิพื้นฐานที่ใช้อยู่ในระบบสากล ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำให้กับระบบเตือนภัยทำให้มีระยะเวลาเตือนภัยที่นานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวีธีการที่ใช้เครื่องวัดระดับน้ำทะเลเพียงอย่างเดียว



ที่มา :

ทุ่นลอยน้ำลึก : ระบบแจ้งเตือนสึนามิในทะเลอันดามัน. [Online]. เข้าถึงได้จาก : http://www.tambonkps.org/General/tsunami-warn.htm. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 22 สิงหาคม 2555).



น.ส.ศศิธร ระหงษ์ (ตุลา)

ปภ. เชียงใหม่และเนคเทค ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำป่าหลากและโคลนถล่มทั่วเชียงใหม่

                   ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย โดย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเอไอเอส ได้ประกาศความพร้อมในการติดตั้งระบบเฝ้าระวังเตือนภัยน้ำป่าไหลหลากและโคลนถล่มในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน ๒๔๓ ชุด โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีระบบสมองกลฝังตัว เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อวางแผนการรับมือ และตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อการเฝ้าระวังก่อนเกิด หรือรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น


                    นายดุลยเดช ชินวัตร ผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคเหนือ กล่าวว่า “บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ตระหนักถึงแนวโน้มของการเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และแผ่นดินถล่มที่นับวันจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อันนำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก เอไอเอสจึงได้ร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค ในการวัดปริมาณน้ำฝนอัตโนมัติเพื่อใช้ประกอบในระบบเฝ้าระวังเตือนภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากของจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนซิมการ์ดในระบบจีเอสเอ็ม แอดวานซ์ จำนวน ๒๔๔ เลขหมาย สำหรับติดตั้งในสถานีตรวจวัดอากาศจำนวน ๒๔๓ แห่ง และติดตั้งในเครื่องแม่ข่ายอีก ๑ แห่ง พร้อมทั้งได้สนับสนุนค่าใช้บริการในการส่งข้อมูลปริมาณน้ำฝน รวมทั้งข้อมูลตรวจวัดอื่นๆ จากทั้ง ๒๔๓ สถานี เข้าสู่เครื่องแม่ข่าย ทุกๆ ๕ นาที ผ่านเทคโนโลยี GPRS และการส่งข้อความสั้น (SMS) ไปยังผู้มีหน้าที่ในการเฝ้าระวังและรับผิดชอบโดยตรง รวมมูลค่าการสนับสนุนประมาณ ๑ ล้านบาท

                     การทำงานของระบบเฝ้าระวังปริมาณน้ำฝนเป็นระบบที่ทำงานโดยอัตโนมัติ เริ่มจากสถานีตรวจวัดอากาศบันทึกและเก็บค่าปริมาณน้ำฝน รวมทั้งข้อมูลตรวจวัดอื่นๆ อันได้แก่ อุณหภูมิความชื้นในอากาศ จากนั้นสถานีตรวจวัดอากาศจะเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อส่งข้อมูลที่ตรวจวัดได้ เข้าสู่เครื่องแม่ข่ายบันทึกฐานข้อมูล ซึ่งฐานข้อมูลดังกล่าวนี้จะสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางโปรแกรมเว็บ บราวเซอร์ทั่วไป นอกจากการส่งข้อมูลตามระยะเวลาที่กำหนดเข้าสู่เครื่องแม่ข่ายฐานข้อมูลแล้ว สถานีตรวจวัดอากาศระยะไกลยังทำการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนปริมาณน้ำฝนในช่วง ๒๔ ชั่วโมงย้อนหลัง ตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยจะแจ้งเตือนเป็นข้อความผ่านระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังผู้ที่มีหน้าที่ในการเฝ้าระวังและรับผิดชอบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครชาวบ้านในพื้นที่ เจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น


ที่มา :

      ปภ. เชียงใหม่และเนคเทค ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำป่าหลากและโคลนถล่มทั่วเชียงใหม่. [Online]. เข้าถึงได้จาก : http://www.nstda.or.th/component/content/article/214-transfer-nstda/8560-flagship-project. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 22 สิงหาคม 2555).




น.ส.ศศิธร ระหงษ์ (ตุลา)

เปิดตัว Google Earth 5.0 ผู้ใช้สามารถดำดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร


กู เกิล อิงค์ (NASDAQ: GOOG) เปิดตัวฟีเจอร์ Ocean ใน Google Earth ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ Google Earth สามารถดำดิ่งใต้ผิวน้ำ สำรวจภูมิทัศน์ใต้ทะเลในแบบ 3 มิติ และเรียกดูเนื้อหาข้อมูลเกี่ยวกับมหาสมุทร ซึ่งจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานด้านสมุทรศาสตร์ นอกจากนี้ Google Earth เวอร์ชั่นใหม่ยังประกอบด้วยฟีเจอร์ Historical Imagery ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเดินทางย้อนเวลาและรับชมภาพถ่ายกลางอากาศในอดีต จากดาวเทียม และยังมีฟีเจอร์ Touring ซึ่งเพิ่มความสะดวกในการจัดทำเนื้อหาทัศนาจรพร้อมคำบรรยายใน Google Earth และนำออกเผยแพร่แก่ผู้ใช้ทั่วโลก นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์ Mars 3D ซึ่งนำเสนอภาพความละเอียดสูงสำหรับภูมิทัศน์บนดาวอังคาร 
 "ใน Google Earth เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้ นอกจากคุณจะสามารถซูมเข้าไปในทุกพื้นที่บนโลกของเราเพื่อตรวจสอบรายละเอียด อย่างใกล้ชิดแล้ว คุณยังสามารถดำดิ่งสู่มหาสมุทรซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบสามในสี่ของโลก และค้นพบสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่คุณไม่เคยพบเห็นมาก่อนในเวอร์ชั่นก่อนหน้า นี้" อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ กล่าวในงานเปิดตัว Google Earth เวอร์ชั่นใหม่ที่นครซานฟรานซิสโก "ยิ่งกว่านั้น ยังมีฟีเจอร์ภาพอดีตหรือ Historical Imagery ซึ่งจะทำให้คุณสามารถย้อนเวลากลับไปและมองดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างต่อเนื่องบนโลกใบนี้ ซึ่งโดยมากแล้วเป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์ ตัวอย่างเช่น คุณจะสามารถดูภาพการหลอมละลายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของธารน้ำแข็งที่มีขนาด ใหญ่ที่สุด นั่นคือ ธารน้ำแข็งกรินเนลล์ ในอุทยานธารน้ำแข็งแห่งชาติ"
"ใน การอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เรามักจะมองข้ามมหาสมุทร ทั้งๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของปัญหา" เอริค ชมิดท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกูเกิล กล่าว ประมาณหนึ่งในสามของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศจะไป ลงเอยที่มหาสมุทร นอกจากนั้น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในมหาสมุทรที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วง 20-30 ปีนับจากนี้เทียบได้กับการสูญเสียป่าดิบชื้นในเขตลุ่มแม่น้ำอะเมซอนทั้งหมด เลยทีเดียว แต่เราก็ไม่ได้สังเกตเห็นปัญหานี้ เพราะเรามองไม่เห็นสภาพแวดล้อมในมหาสมุทร และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการเปิดตัว Google Earth 5.0 ในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นเพราะเครื่องมือดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้เราสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองและ โลกทัศน์ของทุกๆ คน"
ฟีเจอร์ Ocean ใน Google Earth ผสานรวมภูมิทัศน์ใต้ทะเลเข้ากับเนื้อหาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้สำรวจบางส่วนของพื้นที่ที่ยากจะเข้าถึงมากที่สุด บนโลกใบนี้ ตอนนี้ผู้ใช้ในเมืองไทยจะสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับชีวภาพอันหลาก หลายในน่านน้ำท้องถิ่น ทั้งยังสามารถตรวจสอบสภาพของแหล่งโต้คลื่นและดำน้ำที่มีชื่อเสียงอย่างหมู่ เกาะสิมิลันหรือเกาะราชาก่อนที่จะออกเดินทางไปที่นั่น นอกจากนี้ ชาวต่างชาติยังสามารถสัมผัสความงดงามของท้องทะเลในเมืองไทยผ่านทาง Google Ocean เช่น สำรวจอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ รับชมภาพวิดีโอเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเลที่แลดูแปลกตาในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับซากเรืออัปปาง และแบ่งปันภาพถ่ายและวิดีโอเกี่ยวกับแหล่งดำน้ำยอดนิยม
ฟีเจอร์ Ocean เปิดใช้งานตามค่าดีฟอลต์ใน Google Earth เวอร์ชั่นล่าสุด เมื่อผู้ใช้ซูมเข้าในบริเวณมหาสมุทร ก็จะสามารถมองเห็นผิวน้ำที่กำลังเคลื่อนไหว และเมื่อดำลึกสู่ใต้ผิวน้ำ ผู้ใช้ก็จะสามารถตรวจสอบภูมิทัศน์บนพื้นโลกใต้ทะเลในรูปแบบ 3 มิติ ฟีเจอร์นี้ประกอบด้วยเลเยอร์เนื้อหา 20 ชั้น ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ จากนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และนักสำรวจมหาสมุทรชั้นนำระดับโลก



ที่มา : เปิดตัว Google Earth 5.0 ผู้ใช้สามารถดำดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร. [ออนไลน์]. เข้าถึงข้อมูลได้จาก http://www.mict.go.th/ewt_news.php?nid=1735&filename=index.(วันที่สืบค้นข้อมูล : 22สิงหาคม2555).

นางสาวหิรัญญิกา  ศรีวงษ์กลาง(จ๋อม)

อากาศยานไร้นักบินเพื่อสำรวจภัยพิบัติ

               ในงานถนนเทคโนโลยี 2555 ซึ่งจัดโดย บริษัท  อสมท จำกัด (มหาชน)เมื่อเร็วๆนี้ ได้จัดให้มีการประกวด “นวัตกรรมการสำรวจทางภูมิศาสตร์(GIS)” หรือระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ขึ้น เพื่อให้ได้ผลงานที่จะสามารถนำมาต่อยอดเพื่อใช้งานในการจัดการกับปัญหา น้ำท่วม การจัดการป่าไม้และบุกรุกทำลายป่า ปัญหาจราจร ปัญหาการขยายตัวของชุมชน ฯลฯ
               การตัดสินของคณะกรรมการ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดปีนี้คือ คือ “อากาศยานไร้นักบินเพื่อสำรวจภัยพิบัติการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ” ของ บริษัท สยามยูเอวี อินดัสตรีส์ จำกัดโดย นายพีร์ ศรีวารีรัตน์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามยูเอวี อินดัสตรีส์ จำกัด กล่าวว่า อากาศยานไร้นักบิน หรือ  UAV (Unmanned Aerial Vehicle) ที่ได้ส่งเข้าประกวดแล้วได้รับรางวัลเป็นรุ่น อี 600(E 600) จากยูเอวี ที่บริษัทได้พัฒนาเริ่มขึ้นจนถึงปัจจุบันทั้งหมดรวม 9 รุ่น โดยอี 600 ได้เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2550  จนสำเร็จในปี 2553 ได้รับการออกแบบ โดยอาจารย์จากโรงเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งจบปริญญาเอกในด้านการออกแบบอากาศยานโดยตรงลำตัวของเครื่องบินผลิตจากคาร์บอนคอมโพสิต ความยาวของปีก 3.2 เมตร น้ำหนัก 4 กิโลกรัม บรรทุกของได้ 5 กิโลกรัม รวมน้ำหนักอากาศยานและการบรรทุกได้สูงสุด 9 กิโลกรัม บินทำความเร็วได้สูงสุด 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบินทำความสูงได้ 2,000 เมตร จากระดับพื้นดิน มีการติดกล้องเพื่อใช้ถ่ายภาพได้ทั้งภาพกลางวันและกลางคืน โดยมีกล้องคอมแพ็คเพื่อใช้ถ่ายภาพนิ่งความละเอียด 14 ล้านพิกเซล และกล้องเพื่อใช้ถ่ายภาพวิดีโอ ความละเอียด 36 ล้านพิกเซล เครื่องยนต์เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ สามารถทำการบินได้นานสูงสุด 1 ชั่วโมง ด้วยระยะทางไกล 60 กิโลเมตร ต่อการชาร์ทแบตเตอรี่หนึ่งครั้งระบบการบังคับใช้การควบคุมจากพื้นดินผ่านแล็ปทอป หรือ คอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊ค โดยเมื่อจะนำอากาศยานไร้นักบิน ปฎิบัติภารกิจรสำรวจอะไรในพื้นที่ไหน ก็ป้อนคำสั่งลงโน็ตบุ๊ค โดยกำหนดละติจูด และลองติจูด พิกัดจีไอเอสที่จะให้ทำการบินไปปฎิบัติภารกิจ จากนั้นคำสั่งจะถูกส่งไปยังระบบควบคุมของอากาศยานไร้นักบิน และเมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จแล้วก็จะบินกลับมายังจุดเดิมทั้งนี้อากาศยานรุ่น อี 600 การบินขึ้น-ลง ยังต้องใช้คนในการบังคับและยังไม่สามารถบินหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ ซึ่งการนำไปใช้ในภารกิจต่างๆ จำเป็นต้องสำรวจและเคลียร์เส้นทางการบินว่าไม่มี ต้นไม้ อาคารสูง หรือภูเขา ฯลฯ เป็นสิ่งกีดขวาง อย่างไรก็ตามเจ้าของผลงานบอกว่า  อากาศยานรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้านี้ได้มีการคิดค้นและพัฒนาที่จะทำให้เครื่องสามารถบินขึ้น-ลงได้เอง และบินหลบสิ่งกีดขวางได้ แต่ต้องใส่เครื่องมือและอุปกรณ์ อาทิ ตัวเซ็นเซอร์ เข้าไป ซึ่งจะทำให้อากาศยานไร้คนขับมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ให้ทำการบินได้ระยะทางสั้นและบินได้ระยะเวลาน้อยลง จึงไม่ได้นำมาใส่ในรุ่นนี้อากาศยานไร้คนขับลำนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น บินสำรวจการบุกรุกป่า เก็บข้อมูลภาพถ่ายวิดีโอ และภาพนิ่ง ซึ่งในช่วงน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ถูกนำไปใช้งานในการบินสำรวจพื้นที่น้ำท่วมบริเวณรังสิต เพื่อเก็บภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวมาใช้ในการประเมินสถานการณ์เพื่อแก้ไข ปัญหา นอกจากนี้ยังถูกนำไปใช้ในการเกษตร คือบินสำรวจไร่อ้อยในมุมสูงให้กับเกษตรเพื่อดูว่าอ้อยที่ปลูกสามารถที่จะ เก็บเกี่ยวได้หรือยัง
                 อย่างไรก็ตามในด้านความมั่นคงและทางการทหารก็สามารถใช้ปฎิบัติภารกิจ เพื่อสำรวจกำลังของข้าศึกฝ่ายตรงข้ามในสมรภูมิสงครามว่ามีจำนวนมากน้อยเพียง ใดได้ด้วย“บริษัทใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท จนได้ผลงานออกมาทั้งหมด 9 รุ่น ที่ผ่านมาอากาศยานไร้คนขับรุ่นอี 400 ได้ถูกต่างชาติซื้อไปเพื่อใช้งานด้านป่าไม้ในต่างประเทศ ส่วนรุ่นที่ได้รับรางวัลครั้งนี้ก็มีหน่วยงานต่างๆสนใจและติดต่อเข้ามาเพื่อ นำไปทดลองใช้งานบ้างแล้ว”
                นายพีร์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการพัฒนาอากาศยานไร้นักบินของไทย ยังขาดแคลนบุคคลกรด้านนี้ เนื่องจากต้องอาศัยความรู้และเชี่ยวชาญในหลายๆด้าน ทั้งเรื่องการออกแบบโครงสร้าง แอร์โรไดนามิก การเขียนซอฟท์แวร์ และการพัฒนาระบบควบคุม ซึ่งจะหาคนๆเดียวที่มีความรู้ในทุกเรื่องยากมาก จึงต้องอาศัยคนที่มีความรู้ในแต่ละด้านเข้ามาทำงานร่วมกันสำหรับการต่อยอดผลงาน คุณพีร์ บอกว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพัฒนาอากาศยานไร้คนขับให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และทำการบินได้นานมากขึ้น โดยจะเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเป็นระบบเชื้อเพลิงแทนพลังงานจากแบตเตอรี่ คาดว่าจะพัฒนาได้สำเร็จเร็วๆนี้.


ที่มา : อากาศยานไร้นักบินเพื่อสำรวจภัยพิบัติ. [ออนไลน์]. เข้าถึงข้อมูลได้จาก http://www.dailynews.co.th/technology/121446.(วันที่สืบค้นข้อมูล : 22สิงหาคม2555).

นางสาวหิรัญญิกา  ศรีวงษ์กลาง(จ๋อม)

รถพับได้ วิธีแก้ปัญหาที่จอดรถ





บริษัทสัญชาติสเปน เตรียมเปิดตัวยนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่สามารถพับได้ เพื่อสร้างความสะดวกแก่การเข้าจอด พร้อมผลิตออกจำหน่ายจริงในยุโรปปีหน้า

'Hiriko' ยาน ยนต์จากแคว้นบาสก์ในประเทศสเปน ปฏิวัติโลกยนตรกรรมด้วยรูปทรง 2 ที่นั่ง พร้อมขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ในล้อทั้ง 4 ล้อที่สามารถแล่นได้ระยะทาง 120 กม.ในการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว พร้อมฟีเจอร์พับหดได้ เพื่อการเข้าจอดที่ง่ายขึ้น



รถยนต์นวัตกรรมใหม่นี้ เป็นผลงานจากแนวคิดของกลุ่ม MIT-Media lab และถูกพัฒนาต่อโดยบริษัทขนาดเล็กในแคว้นบาสก์ ประเทศสเปน ภายใต้ชื่อ 'Hiriko Driving Mobility' ซึ่งคำว่า 'Hiriko' มาจากคำศัพท์ในภาษาบาสก์ อันแปลว่า 'Urban' หรือ ชุมชนในเมือง ซึ่งรถยนต์โปรโตไทป์ Hiriko จะพร้อมเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนในวันที่ 24 มกราคมนี้ ณ งาน European Commission president Hose Manuel Barroso


สำหรับ การผลิตเพื่อป้อนสู่การทำตลาดจริง จะมีขึ้นในปีหน้า โดยในขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจากับบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ในหลายเมืองของยุโรป เพื่อประกอบรถยนต์คันจิ๋วแหวกแนวคิดคันนี้ออกมา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ Hiriko จะเป็นยานพาหนะที่ปล่อยให้เช่าในเมือง คล้ายจักรยานให้เช่าในหลายเมืองใหญ่ของยุโรป ในขณะที่การขายขาดก็ยังคงมีเช่นกัน ในราคาประมาณ 12,500 ยูโร หรือประมาณ 511,000 บาท





ที่มา : 'Hiriko Citycar' รถยนต์พับได้จากสเปน. [ออนไลน์]. เข้าถึงข้อมูลได้จาก http://autocarnano.com. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 21สิงหาคม2555).

นางสาวหิรัญญิกา  ศรีวงษ์กลาง(จ๋อม)

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระดับชุมชนใกล้แม่น้ำพอง


การวิจัยนี้ดำเนินการระหว่าง เดือนมกราคมธันวาคม พ.. 2542 เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำพองจากมลพิษทางน้ำและเพื่อทดลองให้ชุมชนสร้างระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น พื้นที่ศึกษาเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำพองในเขตจังหวัดขอนแก่น ที่มีปัญหามลพิษทางน้ำบ่อยครั้งจำนวน 9 หมู่บ้าน โดยเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เขตโรงงานและบริเวณใกล้เคียง วิธีการศึกษาประกอบด้วยการสุ่มสัมภาษณ์หลังคาเรือนและองค์กรชุมชน โดยวิเคราะห์ผลกระทบมลพิษทางน้ำต่อการดำรงชีวิตของชุมชน โรคและอาการที่สัมพันธ์กับอุบัติการณ์มลพิษ โดยอบต.เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการและให้ชุมชนร่วมสนับสนุน
ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำพองใกล้เขตโรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากมลพิษทางน้ำอย่างเด่นชัด จากการไหลซึมของน้ำเสียโรงงานผ่านชั้นดินเข้าสู่บ่อน้ำตื้นครัวเรือน ทำให้ชุมชนไม่สามารถใช้น้ำบ่อเพื่อการอุปโภคและบริโภคได้ น้ำฝนที่ชุมชนเคยใช้ดื่มปนเปื้อนด้วยมลพิษอากาศ ไม่สามารถใช้ดื่มได้ ต้องซื้อน้ำดื่มแทน น้ำในลำห้วยเขตชลประทานมีค่าความนำไฟฟ้าเกินมาตรฐานน้ำการชลประทานเพื่อการเพาะปลูก น้ำเสียอุตสาหกรรมบางส่วนไหลซึมเข้านาข้าว มีส่วนทำให้ผลผลิตข้าวลดลง สถิติการเกิดโรคและอาการทางผิวหนังของชุมชน มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์การเน่าเสียของน้ำในแม่น้ำพอง
จากการประเมินผลระบบเฝ้าระวังชุมชนพบว่าชุมชนสามารถดำเนินการได้เองตามที่ชุมชนตั้งเป้าประสงค์ไว้ อบต.มีข้อจำกัดในการสนับสนุนชุมชนด้านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ส่งมาจากชุมชน ตลอดจนบางแห่งขาดงบประมาณสนับสนุนชุมชน ชุมชนมีปัญหาเรื่องการชำรุดง่ายของวัสดุอุปกรณ์เครื่องแก้วที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และชุมชนนิยมตัวแปรคุณภาพน้ำชีวภาพ โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งมีชีวิต สามารถสื่อความหมายและเข้าใจได้ง่ายเมื่อเชื่อมโยงกับภาวะมลพิษที่เกิดขึ้น ชุมชนต้องการใช้ข้อมูลของชุมชนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น
ผลการวิจัยนี้ชี้ประเด็นการศึกษาเพิ่มเติม เรื่อง ศักยภาพของ อบต.ในการสนับสนุนชุมชนด้านการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม การศึกษาคัดเลือกเทคนิคการตรวจสอบคุณภาพน้ำที่เหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่น การศึกษาเกี่ยวกับการผนวกข้อมูลของชุมชนท้องถิ่นกับระบบข้อมูลของภาครัฐ และประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับการส่งเสริมบทบาทชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการพัฒนาลุ่มน้ำร่วมกับหน่วยงานของรัฐในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะการอาศัยฐานข้อมูลของชุมชนและภาครัฐร่วมกัน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน
ที่มา : ระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระดับชุมชนใกล้แม่น้ำพอง. [ออนไลน์]. เข้าถึงข้อมูลได้จาก http://www.gotoknow.org/blogs/posts/37174?locale=en. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 21สิงหาคม2555).

นางสาวแสงเทียน  ฤทธิไกรสร (แนน)

พัฒนาการของรถยนต์ไฮบริด


         ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนได้สร้างแรงกดดันให้ทุกประเทศในโลกต้องมีมาตราการลดการใช้พลังงานฟอสซิล
         นอกจากนี้ความจำเป็นที่ต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ ลดการใช้น้ำมันลงโดยการ
         (1) จัดหาพลังงานอื่นๆ เพื่อทดแทนน้ำมันในการขนส่ง
         (2) พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานรูปแบบอื่นๆ ในการขนส่ง
        รถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ทำให้แบตเตอรี่สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น มีส่วนช่วยเร่งพัฒนาการของรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ซึ่งมีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว
       จากแนวโน้มของพัฒนาการทางเทคโนโลยีและยอดขายรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามีศักยภาพที่จะมีบทบาทสำคัญนอกจากจะแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนแล้ว ยังจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นเพราะลดการปล่อยไอเสียออกสู่บรรยากาศอย่างมาก
       รถไฮบริดหรือรถลูกผสมจะใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในการทำงานของระบบ ทั้งนี้พลังงานที่ต้องสูญเสียของเครื่องยนต์ เช่น ขณะเบรกเพื่อชะลอความเร็ว จะถูกนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และถูกนำออกมาช่วยในการขับเคลื่อนรถยนต์เพื่อลดการใช้น้ำมันลง นอกจากนี้การลดการใช้น้ำมันเกิดขึ้นจากการเดินเครื่องยนต์ที่ระดับความเร็วรอบที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดเสมอ พลังงานจากเครื่องยนต์ที่เกินความต้องการจะถูกนำไปผลิตพลังงานไฟฟ้า และในกรณีที่ความต้องการใช้พลังงานของรถมากกว่าที่เครื่องยนต์ผลิตได้ รถจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เสริม

       รถยนต์ไฮบริดต้องมีแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่าแบตเตอรี่รถยนต์ธรรมดาและใช้แบตเตอรี่แบบใหม่ที่เก็บพลังงานไฟฟ้าได้มาก และมีระบบควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน รถไฮบริดจะประหยัดพลังงานได้ระหว่าง 10-50% แล้วแต่ประเภทของไฮบริดและลักษณะของการขับว่าเป็นการขับในเมืองหรือระหว่างเมือง ซึ่งรถไฮบริดจะประหยัดน้ำมันได้มากเมื่อขับในเมือง

       รถไฮบริดได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยบริษัทโตโยต้า และเริ่มพัฒนาเมื่อกลางทศวรรษ 1980 ในขณะที่น้ำมันยังมีราคาถูกมาก และได้เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในปี 1997

       การพัฒนารถไฮบริดของโตโยต้าทำให้บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของชาติตะวันตกแปลกใจมาก เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจำเป็น รถไฮบริดรุ่นแรกของโตโยต้าชื่อ พริอุส (Prius) มีราคาแพงกว่ารถธรรมดาขนาดเท่ากันกว่า 200,000 บาท รถพริอุส ถือว่าเป็น Ecocar และได้รับความนิยมมากเกินความคาดหมายในอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตก และได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกระแสของสภาวะโลกร้อนและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
       รถพริอุสมียอดขายสะสมจนถึงปัจจุบันกว่า 1 ล้านคัน และปัจจุบันมียอดขายปีละกว่า 1 แสนคัน ยอดขายรถไฮบริดทั้งหมดของโตโยต้า (พริอุส แคมรี่ เล็กซัส และไฮแลนเดอร์) สูงถึงประมาณ 1,600,000 คัน

       บริษัทฮอนด้าได้ให้ความสำคัญต่อรถไฮบริดโดยพัฒนารถไฮบริดรุ่นแรกชื่อ อินไซท์ (Insight) เมื่อปี 2001 และต้องเลิกผลิตใน 2-3 ปีต่อมาเนื่องจากความต้องการไม่สูงพอ แต่ปัจจุบันบริษัทฮอนด้าได้หันกลับมาผลิตรถไฮบริดแอคคอร์ด, ซิวิค และอินไซท์ และเริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รถไฮบริดของฮอนด้าได้ประกาศว่ามีราคาสูงกว่ารถธรรมดาไม่เกินคันละ 65,000 บาท
       จากความนิยมรถไฮบริดที่มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากมาตรการส่งเสริมต่างๆ ที่เกิดจากแรงกดดันที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่ง เช่น การลดภาษี ทำให้บริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ทั่วโลกหลายแห่งได้หันมาพัฒนาและผลิตรถไฮบริด โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนารถไฮบริดที่ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นและราคาถูกลง

ที่มา
รถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า (Hybrid and Electric Cars)[ออนไลน์];เข้าถึงข้อมูลได้จากhttp://www.vcharkarn.com/varticle/38425 (วันที่สืบค้นข้อมูล 21 สิงหาคม 2555)

น.ส สุภัทรา  พึ่งพเดช (แหม่ม)

ชี้ช่องป้องกันน้ำท่วม แนะชุมชนใช้กูเกิ้ลเอิร์ธ



นักวิชาการ สสส. แนะชุมชนใช้ระบบภูมิสารสนเทศรับมือภัยพิบัติ ช่วยจัดการตั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมสอนวิธีการอย่างง่าย เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ดาวน์โหลดกูเกิลเอิร์ธมาใช้ ควบคู่เดินสำรวจชุมชน ช่วยป้องกันน้ำท่วม ภูเขาถล่ม ดินสไลด์ได้
นายกิติชัย รัตนะ หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนหลังประสบอุทกภัย และเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ทุกวันนี้งานวางแผนการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำ เป็นงานจัดการเชิงพื้นที่ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หรือที่เรียกว่า ภูมินิเวศลุ่มน้ำ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่งอีกต่อไป ขณะเดียวกันยังถือเป็นการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า รวมทั้งวิถีชีวิตของชุมชนด้วย ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดเล็ก จะต้องมองภาพการเชื่อมโยงของทรัพยากรในพื้นที่
นายกิติชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะทำให้มีการเรียนรู้ร่วมกันได้คือ การวางแผนการจัดการบนพื้นที่ทางกายภาพ ต้องทำแผนที่ขึ้นมาชุดหนึ่งใช้เป็นตัวแทนพื้นที่ศึกษา เหตุนี้ระบบภูมิสาระสนเทศ หรือระบบ 3s ได้แก่ GPS หรือเครื่องที่ใช้หาพิกัดทางภูมิศาสตร์ GIS หรือสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่นำมาทำระบบแผนที่ และ RS หรือ Remote Sensing หรือภาพถ่ายดาวเทียม ถ้านำเทคโนโลยีทั้งสามส่วนนี้มาประกอบกัน ก็จะช่วยให้เราวางแผนว่าพื้นที่ลุ่มน้ำหนึ่งๆ มีพื้นที่ป่าหรือไม่ พื้นที่กลางน้ำมีพื้นที่เกษตรกรรมกี่ไร่ พื้นที่ปลายน้ำเป็นชุมชนหรือไม่
“คนทั่วไปสามารถใช้ทักษะเหล่านี้ เพราะผมเชื่อว่าชุมชุมส่วนใหญ่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง สามารถดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ตได้อยู่แล้ว เพียงฝึกให้รู้จักการใช้เครื่องมืออย่างง่ายในการวางแผน เช่น การใช้เครื่อง GPS เราก็สามารถรู้ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความสูงของพื้นที่ หรือการหาจุดต่างๆ เช่น การจะหาจุดสร้างแนวกันไฟ เป็นต้น” นายกิติชัยกล่าว
หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนหลังประสบอุทกภัย โดย สสส. กล่าวด้วยว่า หากชุมชนจะทำอย่างง่ายๆ เพียงแค่หาตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนผ่านทาง Google Earth ควบคู่กับแผนที่เดินดินที่ชาวบ้านเคยใช้ แต่ถ้าจะให้ละเอียดมากขึ้น ก็ควรผสานข้อมูลเข้ากับเครื่อง GPS ซึ่งทุกวันนี้เทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีใช้กันทั่วไป
“การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้ชุมชนทราบว่าจุดเสี่ยงอยู่ตรงไหน ชุมชนควรจะเพิ่มทรัพยากรบุคคล เฝ้าระวังจุดเสี่ยงได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โคลนถล่ม ดินสไลด์ น้ำท่วม สามารถใช้ได้หมด” หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนกล่าว
นายกิติชัยยังกล่าวอีกว่า การที่จะฝึกให้ชาวบ้านหรือชุมชนมีทักษะเหล่านี้มาขึ้นนั้น สสส.ได้ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศ เพื่อการวางแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานของโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำและอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง เพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ดังนั้นจึงจัดอบรมพัฒนาศักยภาพ เริ่มจากผู้รับทุนในโครงการของ สสส.ก่อน ต่อไปก็จะใช้ระบบการสร้างเครือข่าย ขยายองค์ความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น






Data Capture คือ ระบบภูมิสารสนเทศ หรือระบบ 3s ได้แก่ GPS , GIS และ RS

Data Storage คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ของแต่ละบุคคล

Data Aggregation คือ ดาวน์โหลด Google Earth มาใช้ ควบคู่ไปกับเดินสำรวจชุมชน

Data Analysis คือ หาตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนผ่านทาง Google Earth ควบคู่กับแผนที่เดินดินที่ชาวบ้านเคยใช้ นำข้อมูลที่ได้มาผสานเข้ากับระบบภูมิสารสนเทศ





ที่มา : ชี้ช่องป้องกันน้ำท่วม แนะชุมชนใช้กูเกิ้ลเอิร์ธ [ออนไลน์]. เข้าถึงข้อมูลได้จาก http://www.thaipost.net/node/52773. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 20สิงหาคม2555).






น.ส.ประภาพรรณ มีทอง (เกด)

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การตรวจมลพิษด้วยการวัดการปล่อยกระแสไฟฟ้า ของปลาเขตร้อน

เครื่อง มือที่ใช้ประโยชน์จากระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาของปลาเขตร้อนชนิดหนึ่งใน อเมริกาใต้ที่ชื่อ Apteronotus albifrons ตระกูลเดียวกับปลาไหลไฟฟ้า ปลาตระกูลนี้ใช้กระแสไฟฟ้าในการสำรวจสภาพแวดล้อมและเพื่อสื่อสาร ที่ผิวหนังของมันจะมีตัวรับ "ภาพสะท้อนไฟฟ้า" จำนวนหลายหมื่นตัว กระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจะมีลักษณะเป็นคลื่น โดยมีความถี่และรูปร่างคงที่เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นปกติ การเปลี่ยนแปลงความถี่หรือรูปร่าง (ซึ่งอาจเกิดขึ้นทั้งสองอย่างพร้อมกัน) แม้แต่เพียงเล็กน้อยสามารถบอกให้รู้ถึงความผิดปกติของน้ำ หรือการปนเปื้อนจากสารพิษ ความถี่ของสัญญาจะใกล้ 1,000 Hz ซึ่งจัดว่าสูงมากสำหรับไฟฟ้าที่มาจากสิ่งมีชีวิต นับเป็นข้อได้เปรียบสำคัญอันหนึ่งเพราะมีความห่างจากความถี่อุตสาหกรรม (50 Hz) ที่มักก่อให้เกิดคลื่นแทรก 
          วิธีการนี้ต้องควบคุมอุณหภูมิของน้ำไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส แล้วใส่ปลา 3 ตัวลงไปในตู้กระจกขนาดบรรจุน้ำ 15 ลิตร มา 3 ตู้ ตู้ละ 1 ตัว ปลาจะรีบหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในท่อพีวีซีที่มีอุปกรณ์ตรวจจับกระแสไฟฟ้าติด อยู่ตรงทางเข้าและออกรวมทั้งด้านใน 
          ท่อพีวีซีนี้ทำหน้าที่สองอย่างคือ ให้ความปลอดภัยกับตัวปลา และช่วยให้การตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าเป็นไปได้โดยง่าย ปลา Apteronotus albifrons เป็นปลาที่ไม่เกิดอาการเครียดง่ายและไม่ค่อยขัดขืนเมื่อนำมาใช้งาน สัญญาณไฟฟ้าจะถูกนำมาขยาย คอมพิวเตอร์จะคอยทำหน้าที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับปลาและน้ำทันทีที่มีการตรวจพบมลพิษ จะมีการนำน้ำไปตรวจสอบเพื่อหาสารพิษปนเปื้อน และปล่อยน้ำใหม่เข้ามาแทนที่เพื่อป้องกันปลาตายโดยอัตโนมัติ 
เครื่องมือชนิดนี้สามารถตรวจพบไซยาไนด์ขนาดเข้มข้นได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง 

 

Data Capture คือ การตรวจมลพิษด้วยการวัดการปล่อยกระแสไฟฟ้าของปลาเขตร้อนชนิดหนึ่งในอเมริกาใต้ที่ชื่อApteronotus albifrons ปลาตระกูลนี้ใช้กระแสไฟฟ้าในการสำรวจสภาพแวดล้อมและเพื่อสื่อสาร

Data storage คือ กระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากตัวปลาจะมีลักษณะเป็นคลื่น ซึ่งจะใช้ท่อพีวีซีที่มีอุปกรณ์ตรวจจับกระแสไฟฟ้าติดอยู่ตรวจจับสัญญาณไฟฟ้า

Data analysis คือ สัญญาณไฟฟ้าที่ตรวจวัดได้จากตัวปลาจะถูกนำมาขยายคอมพิวเตอร์จะคอยทำหน้าที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับปลาและน้ำทันทีที่มีการตรวจพบมลพิษ จะมีการนำน้ำไปตรวจสอบเพื่อหาสารพิษปนเปื้อน และปล่อยน้ำใหม่เข้ามาแทนที่เพื่อป้องกันปลาตายโดยอัตโนมัติ

Data Aggregation คือ เมื่อพบจุดที่สงสัยว่าจะมีสารพิษปนเปื้อนอยู่ ให้เก็บน้ำตัวอย่างนั้นมาทำการทดสอบ

 

ที่มา

 การตรวจมลพิษด้วยการวัดการปล่อยกระแสไฟฟ้า ของปลาเขตร้อน[ออนไลน์];http://blog.eduzones.com/boil/3062 (วันที่สืบค้นข้อมูล 20 สิงหาคม 2555)

 

น.ส สุภัทรา พึ่งพเดช (แหม่ม)



 
 

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พัฒนาระบบเซ็นเซอร์น้ำเสีย ทีมนักวิจัยนาโนเทคโนโลยีจับมือสวทช.วิจัยนวัตกรรมดูแลสิ่งแวดล้อม

          ทีมนักวิจัยวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจวัดน้ำเสียและระบบตรวจวัด pH ในน้ำ
ดร.สิรพัฒน์ ประโทนเทพ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถนำไปประยุกต์ช่วยแก้ไข จึงเป็นที่มาของการพัฒนานวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สำหรับนวัตกรรมที่ทีมนักวิจัยของวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คิดค้นร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาระบบเซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดสารเคมีในรูปของของเหลว โดยใช้หลักการเลียนแบบการทำงานของลิ้นมนุษย์ เพื่อใช้ตรวจวัดสารพิษในน้ำและศึกษาประสิทธิภาพการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ โดยการจำแนกลักษณะแพทเทิร์น เช่น เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม โดยมีเซลล์ประสาทสัมผัสชนิดต่างๆ เพื่อรับรู้รสของสารต่างกันไป จากนั้นนำมาประมวลผล  เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของลักษณะแพทเทิร์นที่เก็บข้อมูลไว้ ซึ่งจะสามารถแยกแยะไอออนเจือปนในน้ำทั้งไอออนบวก เช่น โซเดียม โพแตสเซียม และไอออนลบ เช่น ไนเตรต และซัลเฟลได้ดี รวมทั้งยังสามารถบ่งชี้ระดับความเข้มข้นมากน้อยในเชิงคุณภาพได้อีกด้วย
          นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลแบบ Real Time เพื่อสร้างแผนที่ กรด-เบส สำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการพัฒนาหัววัดค่า pH แบบ ISFET ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติเด่น คือ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-เบสได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ทนทานต่อการใช้งานในสภาวะต่างๆ เก็บรักษาได้นาน โดยส่งข้อมูลแบบ Real Time ผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แสดงผลเป็นแผนที่กรด-เบส และจัดเก็บในรูปแบบฐานข้อมูลแผนที่กรด-เบส ทำให้สามารถระบุสภาพพื้นที่ ที่เกิดปัญหาเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด


Environmental object คือ คุณภาพของน้ำ (น้ำเสีย สารพิษในน้ำ สารเคมีในรูปของของเหลว และค่า pH ของน้ำ)
Environmental data object คือ สารเคมีในรูปของของเหลว สารพิษในน้ำ ประสิทธิภาพการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์   ค่า pH ของน้ำ  ไอออนที่เจือปนในน้ำทั้งไอออนบวก เช่น โซเดียม โพแตสเซียม และไอออนลบ เช่น ไนเตรต และซัลเฟต

Data Capture คือ  การใช้ระบบเซ็นเซอร์ที่อาศัยหลักการเลียนแบบการทำงานของลิ้นมนุษย์  ระบบตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลแบบ Real Time โดยมีการพัฒนาหัววัดค่า pH แบบ ISFET ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติเด่น คือ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-เบสได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ทนทานต่อการใช้งานในสภาวะต่างๆ เก็บรักษาได้นาน โดยส่งข้อมูลแบบ Real Time ผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

Data Storage  คือ จัดเก็บในรูปแบบฐานข้อมูลแผนที่กรด-เบส

Data Aggregation คือ การนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผล เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของลักษณะแพทเทิร์นต่างๆที่ได้เก็บข้อมูลไว้

Data  Analysis คือ การเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของลักษณะแพทเทิร์นที่เก็บข้อมูลไว้

Meta Data คือ แผนที่กรด-เบส แสดงคุณภาพน้ำธรรมชาติ หรือ น้ำเสีย ทำให้สามารถระบุสภาพพื้นที่ ที่เกิดปัญหาเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด



ที่มา :
พัฒนาระบบเซ็นเซอร์น้ำเสีย ทีมนักวิจัยนาโนเทคโนโลยีจับมือสวทช.วิจัยนวัตกรรมดูแลสิ่งแวดล้อม. [Online]. เข้าถึงได้จาก :http://www.measwatch.org/news/3903. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 19 สิงหาคม 2555).


นางสาวแสงเทียน  ฤทธิไกรสร (แนน)

จับพลาสติกรีไซเคิลเป็นน้ำมันดิบ Turning Plastic Waste Into Crude Oil


          ปัจจุบันประเทศไทย มีขยะพลาสติกประมาณปีละ 2.7 ล้านตัน แต่สามารถนำไปรีไซเคิลได้เพียง 0.2 ล้านตันเท่านั้น ที่เหลือนั้นจะนำไปทำงายโดยการฝัง การเผา ถือเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ทีสามารถแปรรูปขยะพลาสติกให้เป็นน้ำมันดิบ โดยตระหนักว่านับวันปัญหาขยะพลาสติกจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประโยชน์จากการกระบวนการแปรรูปขยะพลาสติกให้ออกมาในรูปของน้ำมันดิบจะมีผล ทำให้ลดการเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันไทยเราต้องสั่งนำเข้านับแสนล้านบาทต่อปี รวมถึงยังลดปัญหาด้านการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศได้อีกทางหนึ่ง
คุณสันติวิภา พานิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิ้ลเกิ้ล พอยท์ เอ็นเนอยี่ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนท์ จำกัด หรือ เอสพีอีอี ให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสาร “Asia-Pacific PLAS & PACK” ว่า ปัจจุบันมีการใช้พลาสติกทั่วโลกถึง ปีละประมาณ 100 ล้านตันและมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุเกิดมาจากการใช้ในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การแพทย์ และด้านอื่นๆ อีกมากมาย ในส่วนพลาสติกที่ใช้แล้วนั้น ต้องใช้เวลาถึง 500 ล้านปีถึงจะย่อยสลาย ทำให้ทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาขยะพลาสติกที่ล้นเมือง ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันมีหลายฝ่ายที่กำลังร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางกำจัดขยะพลาสติกเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นที่น่ายินดียิ่งที่มีนักวิจัยโปแลนด์ได้ คิดค้นเทคโนโลยี Polymer Energy ขึ้นมาเปลี่ยนขยะพลาสติกให้ลดลง ช่วยแก้วิกฤตทั้งสิ่งแวดล้อมและพลังงาน
โดยบริษัท ซิ้งเกิ้ล พอยท์ เอ็นเนอยี่ แอนด์ เอ็นไวรอนเม้นท์ จำกัด ได้รับลิขสิทธิ์ในการนำเข้านวัตกรรมในการแปรรูปขยะพลาสติก เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงจากประเทศโปแลนด์ แต่ผู้เดียวในประเทศไทยและในกลุ่มประเทศอินโดจีน บริษัทจัดตั้งขึ้นโดยสัญญา Joint Venture ระหว่างบริษัท ซิ้ลเกิ้ล พอยท์ พาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ Northern Technologies International Corporation (NTIC) สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเทคโนโลยี ดังกล่าว (WO 2005/078049)
Polymer Energy Technology คืออะไร
Polymer Energy Technology เป็นนวัตกรรมใหม่ที่เป็นความร่วมมือระหว่างโปแลนด์และสหรัฐอเมริกา เพื่อการรีไซเคิลขยะพลาสติกให้เป็นน้ำมันดิบ ทดแทนการเผาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมในระบบชั้นบรรยากาศ หรือ การฝังกลบที่ต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่าขยะพลาสติกจะย่อยสลาย โดยนำไปผ่านกระบวนการ Depolymerization คือการสลายตัวของโครงสร้างโมเลกุลที่อุณหภูมิสูง ในบรรยากาศที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งโดยทั่วไปกระบวนการแปรรูปนี้มักเกิดที่อุณหภูมิต่ำกว่า 550 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นไฮโดรคาร์บอนที่เป็นน้ำมัน ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการกลั่นเพื่อนำมาใช้กับเครื่องยนต์ และผลิตภัณฑ์อีกส่วนหนึ่งที่เป็นแก๊สสามารถนำกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับกระบวนการผลิตในระบบ Polymer Energy ได้
ขั้นตอนทำงาน
เริ่มจากการป้อนขยะพลาสติกเข้าไปในเตาหลอม (Reactor) พร้อมกับตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) โดยใช้กระบอกสูบในแนวระนาบเข้าสู่ส่วนที่ทำให้หลอมเหลว จากนั้นวัตถุดิบในรูปของพลาสติกหลอมเหลวจะถูกดันต่อให้ไหลเข้าไปในแนวนอนยังเตาหลอมเหลวที่ให้ความร้อนโดยท่อร้อน โดยที่พลาสติกที่ถูกหลอมเหลวอย่างต่อเนื่องนี้จะถูกทำให้ไหลต่อไปตามทางเอียง โดยล้อหมุนหลายอันที่หมุนเป็นวงภายใต้ความถี่ที่พอเหมาะ ซึ่งช่วยส่งให้พลาสติกหลอมเหลวไหลเข้าไปข้างหน้าจนเกิดการแตกตัว โดยให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นแก๊สหรือไอของสารไฮโดรคาร์บอนลอยออกมา หลังจากนั้นจะถูกส่งจากส่วนบนของเตาไปสู่หน่วยให้ความเย็นเพื่อควบแน่นเป็นน้ำมันเหลวออกมา ส่วนแก๊สที่ไม่ควบแน่นจะถูกส่งไปเผาไหม้ให้ความร้อนกับเตาหลอม ส่วนสิ่งปนเปื้อนที่ในรูปของเถ้าจะถูกกำจัดไปยังเครื่องทำความสะอาดอัตโนมัติ โดยเทคโนโลยีนี้สามารถรองรับการปนเปื้อนของพลาสติกได้ประมาณ 25-30 % ซึ่งประเภทของขยะพลาสติกประเภทโพลีโอเลฟิน เช่น HDPE LLDPE LDPE PE และ PP โดยมีอัตราการป้อนของวัตถุดิบต่อเครื่องประมาณ 3-5 กิโลกรัม ต่อครั้ง หรือประมาณ 300 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ในการติดตั้งทั้งระบบเพียง 500 ตารางเมตรเท่านั้น


เจาะกลุ่มลูกค้าระดับท้องถิ่น
คุณสันติวิภา กล่าวอีกว่า เทคโนโลยีนี้นอกจากจะใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีขยะพลาสติกในปริมาณมากแล้ว ยังเหมาะสำหรับนำไปติดตั้งไว้ที่บ่อฝังกลบขยะขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วทั่วประเทศเพื่อลดปริมาณขยะและสร้างผลกำไรจากการรีไซเคิล ขยะพลาสติกให้เป็นน้ำมันอย่างคุ้มค่าการลงทุนสำหรับน้ำมันดิบที่ผลิตได้นั้นทางบริษัทได้ร่วมมือกับโรงกลั่นในเครือ ปตท.และบางจากที่จะให้การสนับสนุนในการรับซื้อน้ำมันดิบที่ผลิตได้ภายใต้คุณภาพที่ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม โดยทางผู้ผลิตสามารถดำเนินการให้รถบรรทุกมาส่งเองที่โรงกลั่นก็ได้ ซึ่งจะต้องมีการทำข้อตกลงเป็นรายๆ
จะเห็นได้ว่านวัตกรรมใหม่นี้ นอกจากจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ต่อผู้ลงทุนแล้ว ยังเป็นทางเลือกใหม่ในการจัดการพลาสติกที่ใช้แล้ว ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ส่วนรวมควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยังช่วยประหยัดเงินตราที่ต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาจากต่างประเทศที่ปัจจุบันมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ และเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

environmental object           คือ  การนำพลาสติกมารีไซเคิลให้เป็นน้ำมันดิบ
environmental data object   คือ ปัญหาขยะพลาสติกจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประโยชน์จากการกระบวนการแปรรูปขยะพลาสติกให้ออกมาในรูปของน้ำมันดิบจะมีผล ทำให้ลดการเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันไทยเราต้องสั่งนำเข้านับแสนล้านบาทต่อปี รวมถึงยังลดปัญหาด้านการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศได้อีกทางหนึ่ง
data analysis  คือ ปัจจุบันมีการใช้พลาสติกทั่วโลกถึง ปีละประมาณ 100 ล้านตันและมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุเกิดมาจากการใช้ในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การแพทย์ และด้านอื่นๆ อีกมากมาย ในส่วนพลาสติกที่ใช้แล้วนั้น ต้องใช้เวลาถึง 500 ล้านปีถึงจะย่อยสลาย ทำให้ทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาขยะพลาสติกที่ล้นเมือง
meta data  คือ นวัตกรรมในการแปรรูปขยะพลาสติก เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงจากประเทศโปแลนด์

ที่มา :
จับพลาสติกรีไซเคิลเป็นน้ำมันดิบ . [Online]. เข้าถึงได้จาก :http://teenet.tei.or.th/Knowledge/plastictooil.html. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 19  สิงหาคม 2555).

นายอธิคม  คำสอนทา (ก๊อบ)

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พัฒนาการของสารสนเทศสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้น มาประมาณ 20 - 30 ปี ที่ผ่านมา โดยในระยะแรกเริ่ม ได้มีการนำคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นฐานข้อมูล การนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวิเคราะห์และคำนวณ โดยใช้คอมพิวเตอร์ การจัดเก็บข้อมูลแผนที่ให้อยู่ในรูปแบบของแผนที่ดิจิตอล (Digital Map) เรียกว่า Geographic Information System การพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบการติดตามและเฝ้าระวัง เป็นต้น

หน้าที่ที่มอบหมายคือ

1. ให้นักศึกษาแต่ละคนทำการสืบค้น พัฒนาการของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมาใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร มาคนละ 3 อย่าง โดยที่ต้องระบุว่ามีการนำมาใช้เมื่อไหร่ อย่างไร ใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อมแบบไหนอย่างไร หน่วยงานใด เป็นผู้นำมาใช้ นำมาใช้ หรือ พัฒนาเมื่อไหร่ อย่างไร พร้อมทั้งให้รายละเีอียด โดยสังเขป

2. ให้ Post ลงเป็นบทความ ใน Blog นี้ ก่อน วันที่ 23 สิงหาคม 2555 (นับเป็นการ Post บทความประจำสัปดาห์)

3. ให้ทำการ Comment เพื่อนๆ อย่างน้อย 2 คน (นับเป็นการ Post Comment ประจำสัปดาห์)

ขอให้สนุกกับการเรียนรู้นะคะ

ผศ.ดร.จงดี โตอิ้ม