วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คณะนักวิทยาศาสตร์ “ปรับสมรรถนะของแบตเตอรี่”ที่พ่อมดแห่งเมนโลพาร์กได้คิดค้นขึ้น หวังเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

คณะนัก วิทยาศาสตร์ได้ปรับปรุงพัฒนาแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นแก็ดเจ็ทที่โทมัส เอดิสันคิดค้นขึ้นในช่วงที่มีการใช้เครื่องจักรไอน้ำ ให้มีสมรรถนะสูงขึ้นโดยแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาแล้วใช้เวลาชาร์จ แบตเตอรี่ประมาณ 2 นาที ต่างจากการชาร์จแบตเตอรี่ในปัจจุบันซึ่งกินเวลานานหลายชั่วโมง และเนื่องจากแบตเตอรี่ที่ว่ากักเก็บและปล่อยพลังงานอย่างอย่างรวดเร็ว อาจเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมพลังงานทดแทนก็เป็นได้

แบตเตอรี่ ชนิดนิกเกิล-เหล็กที่โทมัส เอดิสัน และวอลด์มาร์ จังเกอร์ ได้ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1359 ประกอบด้วย  ขั้วไฟฟ้า 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งทำมาจากนิกเกิล ส่วนอีกขั้วหนึ่งทำมาจากเหล็ก ซึ่งได้กลายมาเป็นนวัตกรรมถ่านอัลคาไลน์ในปัจจุบัน 

ทั้ง นี้ มีการวางจำหน่ายแบตเตอรี่ชนิดนิกเกิล-เหล็กเพื่อใช้กับรถยนต์ตั้งแต่ยุค 1920  แต่ภายหลังไม่มีการวางจำหน่ายแบตเตอรี่ชนิดนี้อีกเลย ด้วยเหตุที่ว่าแบตเตอรี่ชนิดนี้ด้อยประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ ปิโตรเลียมและดีเซล และอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้แบตเตอรี่ชนิดนี้ไม่ติดตลาดก็เพราะระยะเวลาในการ ชาร์จแบตเตอรี่ กระนั้น มีการใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรองกันอย่างแพร่หลายใน อุตสาหกรรมรถไฟ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ก่อนที่จะความนิยมจะเลือนหายไปในช่วงกลางยุค 1970 และปัจจุบันมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่ผลิตแบตเตอรี่ชนิดนี้ 

แต่ แล้วแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนาโดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ดอีกครั้ง โดยคณะนักวิจัยได้เชื่อมขั้วไฟฟ้าเข้ากับท่อนาโนคาร์บอน และกราฟีนซึ่งเป็นวัสดุชนิดพิเศษที่ผลิตจากโครงสร้างคาร์บอนที่หนาเพียง 1 อะตอม การเชื่อมนิกเกิลและละอองเหล็กกับซับสเตรททำให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ระหว่าง ขั้วไฟฟ้า กับวงจรไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว ผลที่ได้ก็คือแบตเตอรี่ชนิดนิกเกิล-เหล็กสามารถชาร์จไฟและคายประจุไฟฟ้าใน เวลาเพียงเสี้ยวนาที
ไฮเหลียง หวัง ผู้วิจัย กล่าวว่า แบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาอาจจะใช้ขับเคลื่อนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ได้ เนื่องจากมวลของพลังงานยังไม่มากพอ แต่สามารถใช้ร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไออนที่ในรถยนต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราเร่งให้กับเครื่องยนต์ ขณะเดียวกันสามารถคืนพลังงานแบตเตอรี่ที่เสียไปด้วยระบบชาร์จพลังงานในขณะ เบรก (Regenerative Braking System)
อนึ่ง วัตถุเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมในแบตเตอรี่ประกอบไปด้วยน้ำและโพแทสเซียมไฮดรอก ไซด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีความเสถียร มีราคาถูก และมีความปลอดภัย และงานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารรายปักษ์ เนเจอร์ คอมมิวนิเคชั่น (Nature Communications)
 
Environmental Object คือ แบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาจะใช้เวลาในการชาร์จไฟน้อย แต่ยังคงประสิทธิภาพในการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งทำให้ประหยัดไฟมากกว่าแบตเตอรี่รุ่นเดิม
 
ที่มา
คณะนักวิทยาศาสตร์ “ปรับสมรรถนะของแบตเตอรี่”ที่พ่อมดแห่งเมนโลพาร์กได้คิดค้นขึ้น หวังเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน  [ออนไลน์]:http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=14&cno=3513 (วันที่สืบค้นข้อมูล 15 กรกฎาคม 2555)
 
น.ส สุภัทรา พึ่งพเดช (แหม่ม)
 

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


re



รีไซเคิลขยะไฮเทค" ตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม


กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระบุ การรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์คือตัวการสร้างมลภาวะร้ายแรงที่ผู้บริโภคหลาย คนไม่เคยรู้ และเข้าใจว่าการรีไซเคิลคือวิธีเยียวยาโลกที่เหมาะสม
     
       ผู้บริโภคจำนวนมากคิดว่าการรีไซเคิลคือหนทางช่วยเหลือโลกที่ดี จึงพยายามให้ความร่วมมือโครงการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ของค่ายผู้ผลิต ด้วยการส่งคอมพิวเตอร์เก่า โทรทัศน์ และโทรศัพท์มือถือเข้าศูนย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเหรียญสองด้าน ทำให้เกิดเป็นธุรกิจรับจ้างรีไซเคิลซึ่งพนักงานมีความเสี่ยงได้รับอันตราย และทำลายมลภาวะในหลายประเทศทั่วโลก
     
       ข้อมูลจากจิม พัคเก็ตต์ ตัวแทนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมืองซีแอทเทิลนาม Basel Action Network ให้ข้อมูลว่า กว่า 50-80 ของขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 300,000-400,000 ตันจากสหรัฐ ถูกส่งออกนอกประเทศเป็นประจำทุกปี คนงานในประเทศอย่างจีน อินเดีย ไนจีเรีย จะใช้ค้อน เครื่องจุดแก๊ส หรือแม้กระทั่งมือเปล่าเพื่อคัดแยกเศษเหล็ก แก้ว และวัสดุอื่นๆที่สามารถนำกลับไปหลอมรวมเพื่อใช้ใหม่ได้ คนงานอาจได้รับอันตราย ขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมก็อาจถูกทำลายเพราะสารเคมีอันตรายบางชนิด
     
       "มันถูกรีไซเคิลก็จริง แต่ทำขึ้นในวิธีการที่สร้างมลภาวะสูงมาก เรากำลังดูแลสิ่งแวดล้อมแต่ผลคือเรากำลังทำลายมัน"
     
       ที่ผ่านมา แรงผลักดันที่ทำให้ขยะรีไซเคิลถูกส่งข้ามประเทศคือโครงการจัดส่งฟรี ซึ่งมักจัดขึ้นในเดือนเมษายนช่วงวันสิ่งแวดล้อมโลกหรือ Earth Day มีกลุ่มบริษัท โรงเรียน เมือง และรัฐบาลหลายประเทศเป็นผู้สนับสนุน พัคเก็ตต์ระบุว่าโครงการเหล่านี้มักว่าจ้างบริษัทขนส่งราคาถูก และไม่มีการป้องกันหรือตั้งคำถามอย่างรอบคอบว่าจะนำขยะเหล่านี้ไปเข้าสู่ กระบวนการใด และอย่างไร
     
       ขณะนี้ ขยะรีไซเคิลเหล่านี้ถูกรัฐบาลหลายประเทศสั่งห้ามนำเข้าแล้ว เช่นหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของฮ่องกงที่ระบุว่ามีการร่วมมือกับนานา ชาติเพื่อยกระดับมาตรฐานการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นบนโลก จับมือกับกลุ่มสิ่งแวดล้อม บริษัทรับรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาระบบรีไซเคิลที่มีคุณภาพร่วมกัน แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการตกลงจากทุกฝ่ายที่ชัดเจน

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โรงแรมสีเขียว ปั่นไฟแลกอาหาร

            ขณะนี้โรงแรมหรูขนาด 366 ห้อง "คราวน์ พลาซา โคเปนเฮเกน ทาวเวอร์ส" ประเทศเดนมาร์ก ประกาศตัวว่าเป็น "โรงแรมสีเขียว" หรือโรงแรมที่วางระบบช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและประหยัดพลังงานมากที่สุดในโลก!



           "คราวน์ พลาซา โคเปนเฮเกน" นั้นเพิ่งเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2552 นี่เอง ชูจุดขายเป็น "ผู้ประกอบการ" ที่มีความใส่ใจอยากช่วยแก้วิกฤตโลกร้อน ฉะนั้นบรรดาอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหลายในโรงแรม โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรว่าเป็นสินค้าประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ บนหลังคาของตัวอาคารยังติดตั้ง "แผงเซลล์สุริยะ" สำหรับแปลงแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงโรงแรม ส่วนการปรับอุณหภูมิทำความร้อน-เย็นภายในห้องพัก ก็ติดตั้งระบบหล่อเย็นด้วยน้ำเอาไว้ใต้ดิน 100 เมตรพร้อมสรรพ

           ล่าสุด ผู้บริหารธุรกิจโรงแรมกลุ่มอินเตอร์คอนทิเนนทัล บริษัทแม่ของคราวน์ พลาซา ยังแถลงข่าวแผนผลิตไฟฟ้าครั้งใหม่ โดยนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงสิ้นปี หากลูกค้าคนไหนต้องการรับประทานอาหารฟรี 1 มื้อ รวมมูลค่าประมาณ 1,400 บาท ก็สามารถเข้าไป "ปั่นจักรยาน" ออกกำลังกายในห้องยิม ซึ่งเวลาที่นั่งปั่นไปเรื่อยๆ จักรยานดังกล่าวจะสามารถทำหน้าที่ประจุหรือชาร์จไฟเข้าไปเก็บไว้ใน "แบตเตอรี่" เพื่อรอจ่ายเข้าระบบไฟฟ้าหลักของโรงแรมต่อไป โดยลูกค้าคนไหนถีบจักรยานปั่นไฟได้เกินระดับ 10 วัตต์ต่อ 1 ชั่วโมง จะได้สิทธิ์ทานอาหารฟรีโดยอัตโนมัติ




          ถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ปั่นผลิตไฟฟ้าได้แค่ไหนแล้ว คำตอบคือ บนแฮนด์จักรยานจะมีมือถือ "ไอโฟน" ติดเอาไว้คอยบอกข้อมูลต่างๆ

          ด้านอัลลัน อัลเกอร์โฮล์ม ผู้จัดการคราวน์ พลาซา โคเปนเฮเกน บอกว่า โดยทั่วไปแล้ว ถ้าลูกค้า 1 คนถีบจักรยานด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อเนื่องกัน 1 ชั่วโมง จะผลิตไฟฟ้าได้ถึง 100 วัตต์ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว



          เป้าหมายของทางโรงแรมจึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม และถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็จะขยายแนวคิดไปยังคราวน์ พลาซา สาขาอื่นต่อไป





environmental object คือ โรงแรมผลิตไฟฟ้าจากการปั่นจักรยาน




ที่มา :

โรงแรมสีเขียว ปั่นไฟแลกอาหาร. [Online]. เข้าถึงได้จาก : http://www.green.in.th/node/2149. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 13 กรกฎาคม 2555).




น.ส.ศศิธร ระหงษ์ (ตุลา)

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข้อเท็จจริง "อีเอ็มบอล" หัวเชื้อจุลินทรีย์ "บำบัดน้ำเสีย"

          หมายเหตุ - ส่วนหนึ่งบทความของนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ นักคิดนักพัฒนา ผู้ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่ใช่นักวิชาการ แต่เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำการเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังมากว่า 10 ปี จนได้รับการยอมรับในหมู่เกษตรกรให้เป็นบุคคลตัวอย่าง และเป็นหนึ่งในผู้ที่คิดค้นพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์ขึ้นมาเพื่อบำบัดน้ำเสีย และใช้ได้ผลมาแล้ว          หลังจากได้ทราบประเด็นที่มีการถกเถียงเรื่อง "EM และน้ำหมักชีวภาพแก้ไขปัญหาน้ำเน่า เสียได้จริงหรือ?" ของกลุ่มอาจารย์ภาควิชา วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปความได้ว่า จุลินทรีย์ กลุ่ม EM ( Effective Microorganisms ) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย ศาสตราจารย์ Teruo Higa นั้น อาจส่งผลเสียให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขาดออกซิเจนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้นส่วนผสมของ EM Ball เช่น กากน้ำตาลและรำข้าว ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ จะส่งผลให้เน่าเสียเพิ่มขึ้นด้วย

          จากประสบการณ์ การเอาอีเอ็มมาใช้งานมานาน ขออธิบายเรื่องนี้ว่า ชื่อ EM (Effective Microorganisms) เป็นเหมือนความคุ้นเคยของคนในแวดวงเกษตรอินทรีย์ที่ได้นำมาใช้ในการพัฒนากิจกรรมทางด้านการเกษตร ซึ่งรู้กันดีว่า เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของศาสตราจารย์ Teruo Higa จากญี่ปุ่น มีทั้งกลุ่มที่ทำงานได้ทั้งในสภาวะที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน และโดยคุณสมบัติและหน้าที่การทำงาน ก็เป็นไปตามบทความข้างต้นที่ทุกคนได้อ่าน ความคุ้นเคยของการเรียกคำว่า EM นั้น มันคุ้นเคยจนทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า EM หมายถึง หัวเชื้อจุลินทรีย์ตัวเดียวกัน จากแหล่งเดียวกัน เหมารวมกันไปหมดว่า จุลินทรีย์ในโลกนี้ชื่อ EM ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจะใช้ภาษาอังกฤษ คำว่าจุลินทรีย์ คือ Microorganisms (เติม S เพราะจุลินทรีย์มันมีเยอะมากมายไปหมด) ส่วน EM คือชื่อยี่ห้อของกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นการค้า โดยพัฒนาขึ้นจนเป็นลิขสิทธิ์ของศาสตราจารย์ Teruo Higa แต่สาระสำคัญไปกว่านั้น ด้วยความที่กลุ่มจุลินทรีย์มีเยอะ และไม่ใช่แค่เพียงศาสตราจารย์ Teruo Higa จากญี่ปุ่น เท่านั้นที่พัฒนาได้ ในประเทศไทย เชื่อได้ว่า กลุ่มองค์กรที่พัฒนาการทำเกษตรยั่งยืน หรือหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ประสบการณ์จากการพัฒนากิจกรรมในพื้นที่ของตนพัฒนาจุลินทรีย์ได้เองก็มีอยู่ไม่น้อย แต่จะอยู่ในกลุ่มใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่แต่ละองค์กรจะมีให้อ้างอิง เฉพาะหัวเชื้อจุลินทรีย์ของข้าวขวัญ ก็เป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่พัฒนาจากดินในป่า ไม่ใช่จุลินทรีย์ในกลุ่ม EM ( Effective Microorganisms ) ของศาสตราจารย์ Teruo Higa หรือเป็นจุลินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่เรียกว่า พด.หมายเลขต่างๆ (โดยมาก ใช้ พด.6 ในการปั้น) และข้าวขวัญไม่เคยเรียกชื่อจุลินทรีย์ที่พัฒนาได้เองว่า EM เลย เราใช้คำว่า หัวเชื้อจุลินทรีย์จากดินป่ามาตลอด

          หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มูลนิธิข้าวขวัญพัฒนาขึ้นมาเองจากผิวดินนี้ เก็บมาจากป่าห้วยขาแข้ง บริเวณน้ำตกไซเบอร์ ซึ่งมูลนิธิข้าวขวัญได้ทดลองใช้มานานนับ 10 ปี รวมทั้งเผยแพร่ให้ชาวนานำไปใช้ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และหน่วยงานทั้งของภาครัฐและเอกชน ได้นำไปบำบัดน้ำเสียได้อย่างเป็นผลที่น่าพอใจ มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยไม่มีการจดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด

          มูลนิธิข้าวขวัญใช้จุลินทรีย์จากดินป่าห้วยขาแข้ง ในการหมักฟางในนาข้าวให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยย่ำฟางข้าวให้จมน้ำลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เป็นเวลา 7-10 วัน ฟางก็จะย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยไม่เกิดน้ำเน่าเสีย เพราะเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารอินทรีย์โดยไม่ใช้อากาศ (Anaerobic) จึงไม่ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง ดังเช่น กลุ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายโดยใช้อากาศ (Aerobic)

          ส่วนประกอบของจุลินทรีย์ที่ปั้นบอล ซึ่งมีทั้งกากน้ำตาลและรำข้าวนั้น ใช้เพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์ให้ขยายจำนวนมากขึ้น เมื่อปั้นก้อนเสร็จแล้วจะมีการบ่มหมักเอาไว้ เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายกากน้ำตาลและรำข้าว เพื่อเพิ่มปริมาณ จุลินทรีย์เป็นเวลาอย่างน้อย 7-10 วัน ถ้าใครเคยทำ จะเห็นว่า ระหว่างนั้นจะเกิดความร้อนจากการหมัก เช่นเดียวกับการทำปุ๋ยหมักนั่นเอง เมื่อย่อยสลายสมบูรณ์จนไม่เกิดความร้อนแล้ว ค่อยนำไปใช้ จึงไม่ทำให้น้ำเน่าเสียเพิ่มขึ้นจากส่วนผสมเหล่านี้ (เข้าใจง่ายๆ รำกับกากน้ำตาลถูกย่อยสลายก่อนทิ้งลงน้ำด้วยซ้ำ) ฉะนั้น ความสำคัญ คือก่อนนำไปบำบัดลงน้ำ อินทรียวัตถุถูกย่อยสลายดีแล้วหรือยัง ตรงนี้คืออีกสิ่งที่ควรใส่ใจ

         จุลินทรีย์จากดินป่านี้ โรงงานปูนซีเมนต์ไทยแก่งคอย ได้นำไปบำบัดน้ำเสีย ที่เกิดจากโรงงานผลิตถุงปูนซีเมนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำล้างกาว ปรากฏว่าสามารถบำบัดน้ำเสียได้ดี บีโอดี (Biochemical Oxygen Demand -ปริมาณของออกซิเจนที่แบคทีเรียใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์) ลดลงต่ำกว่า 20 สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ โรงงานปูนซีเมนต์ไทยแก่งคอยใช้จุลินทรีย์จากดินป่าบำบัดน้ำเสียมากว่า 5 ปี แล้ว ปัจจุบันก็ยังคงใช้ในการบำบัดอยู่อย่างได้ผลดี โดยไม่ต้องไปซื้อจุลินทรีย์จากที่ไหน ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

          ดังนั้น ด้วยประสบการณ์ตรงจากการใช้จุลินทรีย์จากดินป่ามากว่า 10 ปี ของมูลนิธิข้าวขวัญ เราได้ริเริ่มกิจกรรมปั้นจุลินทรีย์ เพื่อแจกจ่ายให้นำไปบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากน้ำท่วมขัง โดยคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบ้านที่เรารักหลังนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย โดยมั่นใจว่าจุลินทรีย์บอลที่เรามุ่งมั่นและตั้งใจทำนี้ จะไม่ทำร้ายบ้านที่เรารักอย่างแน่นอน





Environmental object คือ "อีเอ็มบอล" หัวเชื้อจุลินทรีย์ "บำบัดน้ำเสีย"  

แหล่งที่มา :


ข้อเท็จจริง "อีเอ็มบอล" หัวเชื้อจุลินทรีย์ "บำบัดน้ำเสีย". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.deqp.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=19556%3A-qq--qq&catid=12%3A2010-02-17-11-32-15&Itemid=50&lang=th.  (วันที่สืบค้นข้อมูล : 12 กรกฎาคม 2555).

นางสาวแสงเทียน ฤทธิไกรสร (แนน)

ถุงพลาสติกกับภาวะโลกร้อน

ความจริงเกี่ยวกับพลาสติก
   ถุงพลาสติกเป็นสิ่งประดิษฐ์สุดวิเศษ น้ำหนักเบาในยุค 1960 ซึ่งพัฒนาขยายผลมาจาก เซลลูลอยด์ ที่สังเคราะห์ขึ้นจากความต้องการหาวัสดุทดแทนงาช้าง ในการผลิตลูกบิลเลียดในช่วงปี 1868
ถุงพลาสติกเป็นของใช้ยอดนิยมของคนทั่วโลก ในปัจจุบัน มียอดการใช้ 5 แสนล้าน ถึงล้านล้านใบต่อปี หรือเฉลี่ยทุก 1 นาทีมีการใช้ถุงหิ้วอย่างน้อย 1 ล้านใบ
และจำนวน 5 แสนล้านใบนี้ ต้องใช้พลังงานการผลิตจากน้ำมันจำนวน 9 พันล้านลิตร เทียบให้ชัดคือ พลังงานที่ใช้ผลิตถุงพลาสติก 8.7 ใบ สามารถเปลี่ยนไปเป็นน้ำมันให้รถวิ่งได้ไกล 1 กิโลเมตร
ถุงพลาสติกเป็นของใช้ที่มีอายุการใช้งานสั้น พร้อมเป็นขยะทันทีหลังการใช้ แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 450 ปีเป็นอย่างน้อย
ถุงพลาสติกหูหิ้ว แม้จะเป็นชนิดที่นำไปรีไซเคิ้ลได้ แต่ปัจจุบันมีการนำกลับไปรีไซเคิ้ลน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่ผลิตออกไป จากการสำรวจพบว่าทุกตารางกิโลเมตรทั่วโลกจะมีขยะพลาสติกราว 46,000 ชิ้น
ทุกปีผู้คนจับจ่ายซื้อของทั่วโลกใช้ถุงพลาสติก 10,000 ล้านใบต่อปี ซึ่งจะต้อง ใช้เวลา ย่อยสลาย นานกว่า 1,000 ปี
ถุงพลาสติก 1.6 ล้านใบ นำไปเรียงเป็นเส้นรอบวงโลกได้ 1 รอบ
ทุก 1 ตารางไมล์ จะพบถุงพลาสติก 46,000 ใบลอยในมหาสมุทร ซึ่งส่งผลให้แต่ละปีมีนกทะเลตาย 1 ล้านตัว และสัตว์ทะเลอื่นๆจำนวน 100,000 ตัว และปลาอีกนับไม่ถ้วน
แต่ละปีมีเต่าทะเล และสัตว์น้ำจำนวนมาก ตายจากการกินพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร เช่น แมงกะพรุน
ถุงพลาสติกที่คนไทยใช้ในหนึ่งปีนั้น ถ้าเอามาต่อกัน จะได้เป็นระยะทางเท่ากับ เดินทางไปกลับดวงจันทร์ 7 รอบเลยทีเดียว

ปัญหาจากการใช้ถุงพลาสติก

ประโยชน์เพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ ของถุงพลาสติกได้ทำให้เกิดโทษต่อระบบนิเวศและชีวิตของผู้บริโภคต่อเนื่อง กว้างขวางและยาวนานในแต่ละสัปดาห์ คนไทยนำถุงพลาสติกกลับบ้านมากกว่า
100 ล้านถุง หรือมากกว่า 5000 ล้านถุงในแต่ละปี การนำถุงพลาสติกไปใช้ซ้ำอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอย่างมากโดยเฉพาะ การใช้ถุงพลาสติกใส่มูลฝอยจะทำให้เกิดการแปรสภาพมูลฝอยในภาวะที่ขาดอากาศ เป็นผลให้เกิดก๊าซชีวภาพที่เป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะเรือนกระจก และทำให้โลกร้อน

ถุงพลาสติกที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้ทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญดังนี้

การเสื่อมโทรมของดิน
การเสื่อมคุณภาพของน้ำ
เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งในน้ำและบนบก
เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดชีวภาพที่เป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ
ให้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นสารก่อมะเร็งเมื่อถูกเผา
ทำให้เกิดการอุดตันในทางระบายน้ำ ปละทำให้เกิดน้ำท่วม
เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ
เป็นต้นเหตุของการเพาะพันธุ์และแพร่กระจายของพาหะนำโรคและการแพร่ระบาดของโรคร้ายหลายชนิด
เป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุของการเดินทางทั้งทางบก และทางน้ำและทางอากาศ

การผลิตและนำออกมาใช้มีปริมาณมากและต่อเนื่อง ขณะที่การย่อยสลายต้องใช้เวลายาวนานทำให้เกิดการสะสมปริมาณถุงพลาสติกเพิ่ม มากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อลดและป้องกันปัญหาหลากหลายที่เกิดจากถุงพลาสติก จำเป็นต้องลดการใช้ ด้วยการใช้ทางเลือกในการรองรับและขนส่งสินค้าและอาหาร แทนการใช้ถุงพลาสติก เช่นการใช้ถุงผ้า หรือวัสดุอื่นที่ย่อยสลายได้ และสามารถใช้ได้ยาวนาน ผู้บริโภคจะสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการมูลฝอย และลด
-แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ถุงผ้า

 

การลดการใช้ถุงพาสติก

ถุงพลาสติกเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากเพราะย่อยสลายได้ยาก ใช้เวลาเป็นร้อยๆปี วิธีการกำจัดถุงพลาสติกนั้น มีอยู่ 2 วิธี คือ

1.
ฝัง : การฝังต้องใช้พื้นที่เยอะและพื้นที่นั้นก็จะทำการเกษตรไม่ได้อีกเลย เพราะ พลาสติกไม่ย่ิอยสลาย

2.
เผา : การเผานี้ ถ้าเผาไหมไม่สมบูรณ์ ก็จะมีก๊าซพิษออกมาด้วย แต่แม้ว่าจะเผาไหมสมบูรณ์ก็จะมีก็าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นก็าซเรือนกระจก มีคุณสมบัติอมความร้อน ไปปกครุมอยู่รอบโลก ทำให้โลกร้อนขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเผาไหมก็ไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ 100% ได้ ทำให้มีทั้งก๊าซพิษ และก๊าซเรือนกระจก

จะกำจัดอย่างไร อย่างไรก็เป็นผลเสียทั้งนั้น พวกเราต้องช่วยกัน ลด งด ใช้ถุงพลาสติก โดยการ

1.
นำถุงผ้า หรือพาชนะไปใส่ของแทน แล้วก็พูดว่า "ไม่ต้องถุงก็ได้" ตัวอย่างเช่น จะไปตลาดก็เอากระเป๋าผ้าและกล่องใส่อาหาร ไปใส่ของแทน ไปซื้อกับข้าวก็เอาปิ่นโตไปแทน ไม่ต้องเอาถุงพลาสติกทุกชนิดนะจ๊ะ

2.
ใช้ถุงกระดาษ อย่างเมืองนอกเวลาเราดูหนัง เขาซื้อของกลับมาบ้าน อุ้มถุงกระดาษเข้ามา ก็เพราะเขาไม่ต้องการใช้ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายยากนั้นเอง ยังไงใช้ถุงกระดาษก็ยังดีกว่านะ อันนี้ก็ต้องขอความร่วมมือจากพ่อค้า แม่ค้า และห้างใหญ่ๆด้วย

3.
ใช้ถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้ ถุงแบบนี้ความจริงมีมานานแล้ว ถุงพลาสติกแบบนี้จะผสมสารย่อยสลาย ซึ่งก็จะแทรกตัวอยู่ในโมเลกุลของเม็ดพลาสติก สารย่อยสลายนี้เมื่อเจอกับแสดงแดดก็จะทำปฏิกิริยากับเม็ดพลาสติก ให้โมเลกุลแตกสลาย ถุงแบบนี้จะใช้เวลา 1 ปีในการย่อยสลาย โดยจะเห็นได้ว่า ความเหนียวของถุง จะลดลงเรื่อยๆ จนไม่เหลือเลย

 

ข้อดีของการใช้ถุงผ้า

ถ้าคนเราใช้ถุงผ้าสัปดาห์ละ 1 วันจะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านถุงต่อปี ข้อดีของการใช้ถุงผ้ามีดังนี้

ซักทำความสะอาดได้โดยง่าย
นุ่มสบายมือน่าใช้ และไม่ก่อให้เกิดการกดทับอย่างรุนแรงต่อฝ่ามือเท่าถุงพลาสติก
ใช้ง่ายขาดยาก ตกแต่งได้ตามสไตล์ที่ชอบ
ย่อยสลายได้ ไม่ตกค้างจนเป็นปัญหาในสิ่งแวดล้อม
ทนทานและใช้ซ้ำได้มากครั้งกว่าถุงพลาสติก
ช่วยลดปริมาณมูลฝอย ไม่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
ช่วยลดปัญหาโลกร้อน
บ่งบอกภาวะรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของผู้ใช้
ใช้ถุงผ้าไปได้ทุกที่ ใส่ได้หลายอย่าง
ใช้เป็นสื่อรณรงค์เสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักในสิ่งแวดล้อมได้อย่างกว้างขวาง
ถุงผ้าดิบจะช่วยลดการเกิดและการปนเปื้อนของสารประกอบไดอ๊อกซินที่เป็นสารก่อมะเร็งที่มีอันตรายต่อชีวิต
พกพาติดตัวได้ง่าน และติดรถ พร้อมใช้งานในทุกโอกาส
ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เริ่มใช้ถุงผ้าตั้งแต่วันนี้ และแบ่งปันถุงผ้าที่มีอยู่แก่ผู้อื่น เพื่อขยายวงกว้างของความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน

 

มาตรการควบคุมการใช้ถุงพลาสติกในต่างประเทศ

จากความร้ายแรงของภัยถุงพลาสติก ทำให้หลายๆ ประเทศมีมาตรการคุมกำเนิดถุงพลาสติกกันอย่างจริงจัง จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี เช่น

การประกาศห้ามใช้ถุงพลาสติกในบังกลาเทศ และออสเตรเลีย
การเก็บภาษีถุงพลาสติกในไอร์แลนด์
การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกของไต้หวัน
การแขวนการ์ดไว้ที่แคชเชียร์ของห้างใหญ่ในเมืองฮิโรชิม่า ที่ญี่ปุ่น ถ้าลูกค้าไม่ต้องการถุง ก็ยกการ์ดขึ้น แล้วจะได้รับแต้มสะสมเพื่อสิทธิประโยชน์จากทางห้างต่อไปด้วย
ที่สิงคโปร์ ร่วมกันรณรงค์ โดยกำหนดให้วันพุธแรกของเดือนเป็นวันพกถุงช้อปปิ้ง หากไม่ได้เตรียมถุงไปก็ต้องจ่ายเงินเป็นค่าถุง ใบละ 0.1 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 2.50 บาท
ซานฟรานซิสโก ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติก นับเป็นเมืองแรกของอเมริกา ประเทศที่ถือเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากที่สุด
การประกาศตัวเป็นเมืองปลอดถุงพลาสติกของเมืองลีฟเรปิดส์ ในแคนาดา ผู้ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษเป็นค่าปรับหนักๆ คิดเป็นเงินไทยมากถึง 30,200 บาท
ส่วนในบ้านเรายังเป็นการรณรงค์ในลักษณะประปราย ที่เคยจัดกิจกรรมรณรงค์ครั้งใหญ่ๆ ก็เมื่อช่วง 2-3 ปีก่อน จากนั้นกระแสก็ซาไป และกลับมาคึกคักอีกครั้งในปีนี้ และที่น่าจะเป็นความหวังคือการพัฒนาวัสดุทดแทน พลาสติกชีวภาพ” (bioplastic) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษา ไม่แน่ว่าบ้านเราอาจจะมีพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ พร้อมๆ กับที่ฝรั่งเศส ซึ่งออกกฎระเบียบให้เริ่มใช้พลาสติกชีวภาพ ในปี 2553

ทั้งหมดนี้น่า จะเป็นทั้งแนวคิด และแรงกระตุ้นให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในบ้านเรา ทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะซุปเปอร์สโตร์ข้ามชาติที่มีสาขาทั่วประเทศ และกำลังซื้อจากลูกค้ามหาศาล ร้านสะดวกซื้อขนาดย่อมที่กระจายอยู่แทบทุกซอยในกรุงเทพ และตัวเมืองของทุกจังหวัด จับมือกันสร้างกระแสนี้ให้เป็นจริงในเมืองไทย

จะให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ๆ ตัวที่เราทำได้ หรือจะปล่อยให้เป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวที่เราไม่เคยคิดจะทำ คำตอบอยู่ที่ใจคุณ

Environmental object
คือ ยีน ผลของการใช้ถุงพลาสติก

ที่มา : ถุงพลาสติกกับภาวะโลกร้อน.[Online]. เข้าถึงได้จาก : http://rukw.taphanhin.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=48&Itemid=88. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 12 กรกฎาคม 2555).

นายอธิคม  คำสอนทา  (ก๊อบ)

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผศ. ดร.สิงห์ อินทรชูโต : ออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะ จากงานก่อสร้าง


ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการกระตุ้นจิตสำนึกความรับผิดชอบของผู้ประกอบการในภาคโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่ทุกๆ ภาคธุรกิจจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ตามกระแสความร้อนแรงของภาวะโลกร้อนที่เริ่มมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกิดขึ้นและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ
 จากความตื่นตัวต่อภาวะโลกร้อนนี้เอง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างเริ่มผสมผสานการออกแบบอาคารให้ลงตัวกับแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม ตามเทรนด์นิยมที่เรียกว่า Green Design โดยทำการออกแบบอาคาร ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติให้น้อยที่สุด เพื่อลดปริมาณขยะ 60 ล้านตัน/ปี ที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารให้น้อยลง ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการออกแบบอาคารเป็นจุดเริ่มต้นของการลดปริมาณขยะจากงานก่อสร้างก่อนที่จะนำไปสู่การเป็นนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

การออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความต่อเนื่อง
   ผศ. ดร.สิงห์ อินทรชูโต 
หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Design Principal เฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อม แบรนด์ “OSISU” กล่าวว่าแนวคิดการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในแง่มุมของอุตสาหกรรมการออกแบบก่อสร้าง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสภาพแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ด้วยขนาดและปริมาณมวลในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างยังมีความต้องการใช้วัสดุต่างๆ มากถึง 40%ของจำนวนวัสดุกว่าพันล้านตันที่ผลิตขึ้นมาในโลก ดังนั้นแนวคิดการออกแบบในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยระยะเวลาและการปลูกฝังจิตสำนึกให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อมิให้กลายเป็นเพียงกระแสสังคม ซึ่งยากมากในแง่ของการปฏิบัติจริง ภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนมีมาตรการที่เข้มแข็ง และต้องรีบดำเนินการในขณะที่ผู้คนในสังคมกำลังมีความตื่นตัวในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างให้เกิดความต่อเนื่องทางความคิด



 ต้องคำนึงถึงบริบทแวดล้อมและการใช้พลังงานของอาคาร
      หัวใจสำคัญของการออกแบบนวัตกรรมอาคารสมัยใหม่ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม คือ การคำนึงถึงบริบทแวดล้อมและการใช้พลังงานของอาคาร ตั้งแต่พลังงานในการผลิตวัสดุ (Embodied Energy) พลังงานระหว่างการก่อสร้าง พลังงานเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ พลังงานในการใช้อาคารและพลังงานในการรื้อถอนหรือการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse and Recycle) ซึ่งต้องยอมรับว่าวัสดุที่เลือกใช้ในการออกแบบก่อสร้างเป็นปัจจัยที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากวัสu3604 ดุก่อสร้างต้องผ่านกระบวนการผลิต การขนส่ง การประกอบ รวมไปถึงการทุบทำลาย รื้อถอน หรือแม้กระทั่งการนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิล ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง จึงเป็นหัวใจหนึ่งของการออกแบบนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม
                นอกจากนี้การออกแบบนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ยังต้องมีความเหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจสำหรับผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคาร ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้อาคารได้เป็นอย่างดี เพื่อให้อาคารมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เศษวัสดุก่อสร้างจากการรื้อถอนทุบทำลายนำกลับมาใช้ใหม่ได้
       ผศ. ดร.สิงห์ 
ได้กล่าวว่า เพื่อให้อาคารมีศักยภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การออกแบบอาคารควรต้องคำนึงถึงกระบวนการรื้อถอน ทุบทำลาย เพื่อปรับปรุง ต่อเติมหรือสร้างใหม่ทดแทนด้วยเนื่องจากการรื้อถอน ทุบทำลาย ทำให้ปริมาณขยะจากงานก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าการออกแบบอาคารส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่ได้คำนึงถึงการจัดการเศษซากวัสดุจากการรื้อถอน ทุบทำลายอาคารดังนั้นเพื่อให้ปริมาณขยะจากเศษวัสดุในงานก่อสร้างลดลง การออกแบบอาคารจึงควรต้องคำนึงถึงการนำเศษวัสดุดังกล่าวกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้สามารถใช้วัสดุก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

       “เศษวัสดุก่อสร้างที่เหลือทิ้งจากการรื้อถอน ทุบทำลายสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษปูน กรอบประตู กรอบหน้าต่าง กรอบกระจก แผ่นพื้นปาร์เก้ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอาคารนั้นๆ ได้มีการวางแผนและออกแบบไว้ล่วงหน้าจะทำให้การนำเศษวัสดุกลับมาใช้ใหม่มีขั้นตอนที่ง่ายขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนในการดำเนินการ ซึ่งนักออกแบบควรให้ความสำคัญและคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วย


ปรับภูมิทัศน์โดยรอบอาคารช่วยประหยัดพลังงาน
      สำหรับอาคารต่างๆ ที่ได้ก่อสร้างไปแล้ว โดยไม่ได้ทำการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือการประหยัดพลังงานไว้ล่วงหน้า อาจทำการปรับปรุงสภาพแวดล้อมหรือภูมิทัศน์ของอาคารอย่างง่ายๆ ด้วยการลดการใช้เครื่องปรับอากาศภายในอาคารให้น้อยลง และปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศอย่างเหมาะสม ควบคู่กับ  การปรับปรุงอาคาร เช่น ติดตั้งแผงกันแดดนอกอาคารเพื่อป้องกันมิให้ความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวอาคารตลอดจนปรับภูมิทัศน์โดยรอบอาคาร เช่น การปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงา และบังแดดให้แก่อาคาร เป็นต้นทั้งนี้การปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงากับอาคารจะต้องตระหนักถึงพันธุ์ไม้ที่เลือกปลูกด้วย เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมของอาคารได้อย่างแท้จริง ซึ่งต้นไม้ใหญ่ที่เลือกปลูกเพื่อปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้เอื้อต่อการประหยัดพลังงานนั้นจะต้องมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ สามารถให้ร่มเงา ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี ทนทาน และดูแลรักษาง่ายไม่ใช่คำนึงถึงเพียงแค่ความสวยงามเท่านั้น
 ปรับทัศนคติและแนวคิดการออกแบบสร้างนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม
       ผศ. ดร.สิงห์ 
กล่าวว่า การออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องมีความยั่งยืน จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดดังนั้นการสร้างคุณค่าของงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมจะต้องมีความต่อเนื่อง และมีความสมดุลทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม ซึ่งกุญแจแห่งความสำเร็จของการออกแบบนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมประการหนึ่ง ก็คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นในมุมมองต่างๆ กับสถาปนิก นักออกแบบ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทีม เพื่อปรับทัศนคติ แนวความคิดในการออกแบบให้มีความสอดคล้อง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะนำไปสู่การออกแบบนวัตกรรมอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมปรากฏออกมาได้อย่างชัดเจน

ปัญหาอย่างหนึ่งของการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ก็คือ การมีส่วนร่วมระหว่างภาคเอกชนกับภาควิชาการ โดยเฉพาะนักวิจัยจะมีแนวทางในการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวซึ่งกันและกัน เนื่องจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาควิชาการเป็นหัวจักรที่สามารถนำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งการนำเศษวัสดุก่อสร้างเหลือใช้กลับมารีไซเคิล และการนำเศษวัสดุมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง
 หนุนงานวิจัยและพัฒนาทั้งระบบ Active และ Passive Design
      ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาด้านการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานในประเทศไทยยังคงมีความต่อเนื่อง โดยมีการนำผลการวิจัยและพัฒนาไปประยุกต์ใช้งานจริง งานวิจัยและพัฒนาดังกล่าวมีพื้นฐานการวิจัยที่สามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กล่าวคือ การวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นระบบ Active Design มีความเชื่อมั่นในระบบปรับอากาศ ทำการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับการลดการใช้พลังงานเครื่องปรับอากาศในอาคารให้น้อยลง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งทำการศึกษาถึงระบบ Passive Design ซึ่งเป็นงานวิจัยและพัฒนาที่ทำการศึกษาบนพื้นฐานของการถ่ายเทความร้อนตามธรรมชาติและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular Design) มุ่งเน้นเรื่องระบบการถ่ายเทอากาศ ป้องกันมิให้ความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารได้โดยง่าย ตลอดจนปรับภูมิทัศน์โดยรอบอาคาร

      “จะเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานได้เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Cool Wall, Cool Roof, Cool Floor, Green Roof และระบบไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ รวมไปถึงกระจกกันความร้อน สีทาผนังเพื่อลดความร้อนเข้าสู่อาคาร (Ceramic Coating) หรือแม้แต่ระบบ Co-Generation เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่าผลงานการวิจัยและพัฒนาได้รับการนำไปประยุกต์ใช้มากขึ้น ผศ. ดร.สิงห์ กล่าว
  ทั้งนี้การวิจัยและพัฒนามีความสำคัญต่อการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลการวิจัยและพัฒนาจะเป็นคำตอบที่นำไปสู่การประยุกต์ใช้ ทั้งยังทำให้ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้รับการปรับปรุง แก้ไข ลดความเสี่ยงในการนำไปใช้งานอีกด้วย
Bio-Façade 


สำหรับอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมจากคณะสถาปัตย์ ม.เกษตรฯ
     ล่าสุดสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับผนังสีเขียวหรือ Bio-Façade ซึ่งเป็นการใช้ต้นไม้ประกอบอาคารให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในบริเวณซึ่งไม่สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ นำโดย รศ.พาสินี สุนากร, ชนิกานต์ ยิ้มประยูร และเกรียงศักดิ์ มั่นเสถียรสิน
                Bio-Façade หรือ Greenwall คือ การทำให้ผนังอาคารมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อน และการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ไม้เลื้อยปลูกบนกรอบอาคาร มีลักษณะเป็นแผงกันแดดให้แก่อาคาร สำนักงาน หรืออาคารที่พักอาศัยที่ต้องการให้มีการระบายอากาศแบบธรรมชาติ
                สำหรับการทำ Bio-Façade สถาปนิกผู้ออกแบบจะต้องคัดเลือกต้นไม้ โดยใช้พันธุ์ไม้ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เติบโตเร็ว ดูแลรักษาง่าย มีความสวยงาม ปกคลุมได้ดีในแนวตั้ง มีความหนาแน่นปานกลาง และมีความสูงไม่ต่ำกว่าสามเมตร เพื่อปกคลุมอาคาร ลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคารให้น้อยลง ส่งผลให้การใช้พลังงานภายในอาคารลดลง


 แฮปปี้แลนด์ แกรนด์ วิลล์ทาวน์โฮมประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่
       ผศ. ดร.สิงห์ 
ได้ทดลองทำผนังต้นไม้ (Greenwall) โดยเน้นที่ไม้เลื้อย เพื่อลดความร้อนสู่อาคาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้จนสามารถนำไปใช้งานจริงในบ้านพักอาศัยโครงการแฮปปี้แลนด์ แกรนด์ วิลล์ ซึ่งเป็นโครงการบ้านพักอาศัยแบบทาวน์โฮมที่ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุก่อสร้าง ได้รับการออกแบบให้มีความเป็นธรรมชาติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยผสานการออกแบบบ้านและนวัตกรรมด้านประหยัดพลังงานเข้าด้วยกัน แนวคิดการออกแบบบ้านโครงการแฮปปี้แลนด์ แกรนด์ วิลล์ ได้เลือกใช้ Greenwall เป็นผนังสีเขียวโอบล้อมตัวบ้านอย่างกลมกลืน ช่วยลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านให้แก่ผู้อยู่อาศัย ส่วนภายในบ้านจะเน้นวัสดุที่ใช้งานจริงและมีต้นไม้เข้ามาเป็นส่วนร่วมเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดการใช้พลังงานภายในบ้านอีกด้วย

 เทคโนโลยีการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม
           เทคโนโลยีการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ยังได้รับการพัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องในต่างประเทศขณะนี้มีอาคารประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน ที่ออกแบบโดยผสมผสานระหว่าง Active Design และ Passive Design เข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม เช่น ระบบ Dynamic Insulation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบการถ่ายเทอากาศผ่านผนัง มีการควบคุมความดันอากาศระหว่างภายในและภายนอกอาคาร แล้วปรับอุณหภูมิแบบธรรมชาติ เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่มีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย รวมไปถึงเรื่องของ Double Skin Façade หรือการทำผนังสองชั้น ซึ่งความร้อนและความเย็นจากภายนอกจะถูกกั้นไว้ โดยมีช่องว่าง (Gap) เป็น Buffer Zone แต่อากาศสามารถถ่ายเทได้ ทำให้อากาศภายในอาคารและภายนอกอากาศไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งถือเป็นเทคนิคในการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีในหลายๆ ภูมิอากาศ



 ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
       อย่างไรก็ตามการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยนั้น นอกจากจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ และสภาพภูมิประเทศด้วย เพื่อให้การเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการประหยัดพลังงานได้อย่างแท้จริง แม้ว่าอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยทุกวันนี้จะยังมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แต่เชื่อว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประกอบกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยมีการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผศ. ดร.สิงห์ กล่าวในที่สุด







 Environmental object คือ เทคโนโลยีการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม

แหล่งที่มา :

ผศ. ดร.สิงห์ อินทรชูโต : ออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะ จากงานก่อสร้าง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.greennetworkthailand.com/system/?p=62 . (วันที่สืบค้นข้อมูล : 10 กรกฎาคม 2555). 

นางสาววรรณธกานต์  พยุงวงษ์ (วิว)



Green Technology : เทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม

  Green Technologies หรือเทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้น สืบเนื่องมาจากในปัจจุบันได้มีการตื่นตัวกันอย่างมากของคนทั้งโลก ในเรื่องของการรักษาสภาพแวดล้อมให้แก่โลก เพราะในปัจจุบันคนทั้งโลกต้องเผชิญกับสภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนของลม ฟ้า อากาศ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เกิดมาจากผลการกระทำของมนุษย์เอง
ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม ดังนั้นลองมาดูกันว่าเทคโนโลยีด้านระบบไอทีนั้น มีเทคโนโลยีไหนหรือเทคโนโลยีของใครบ้างที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของโลก และรายละเอียดของการรักษาสภาพแวดล้อมภายในเทคโนโลยีนั้น ๆ มีอะไรบ้าง

 รู้จักกับ Green Technology
     พอพูดถึงคำว่า เทคโนโลยี เราก็มักจะนึกถึงแอพพลิเคชันที่ช่วยสร้างชิ้นงาน ความรู้ คำว่า Green Technology หรือเทคโนโลยีสีเขียวเป็นวิวัฒนาการ วิธีการและอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการจัดการแก้ไขปรับแต่งให้การทำงานของผลิตภัณฑ์เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ผลกระทบจากการใช้งานของอุปกรณ์ เรียกว่าจะช่วยให้การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ สะอาดขึ้น ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนานั้นได้เติบโตไปยังสิ่งต่างๆ ได้แก่
   *  การสนับสนุน จะมีการประชุมเพื่อสร้างสังคมในอนาคตโดยปราศจากการเสียหาย การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
  * การออกแบบจากแหล่งกำเนิดไปยังแหล่งกำเนิด การใช้งานของสิ่งต่างๆ ก็จะเป็นวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างผลิตภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้
  * การลดข้อมูล เป็นการลดทิ้งและมลพิษ โดยการเปลี่ยนรูปแบบของการนำไปสร้างผลิตภัณฑ์และการบริโภค
  * พัฒนาสิ่งใหม่ๆ เป็นการพัฒนาเพื่อเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการนำซากสัตว์มาเป็นเชื้อเพลิงหรือทางเคมี แต่ก็อาจทำให้สุขภาพและสภาพแวดล้อมเสียหายได้
  * ความสามารถในการดำรงชีวิต สร้างศูนย์กลางทางด้านเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ความเร็วในการพัฒนาและสร้างอาชีพใหม่เพื่อปกป้องโลก
  * พลังงาน ต้องรับรู้ข่าวสารทางด้านเทคโนโลยีสีเขียวรวมไปถึงการพัฒนาของเชื้อเพลิง ความหมายใหม่ของการกำเนิดพลังงาน และผลของพลังงาน
  * สภาพสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การค้นหาสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อค้นหาสิ่งที่บรรลุและวิธีที่ทำให้เกิดการกระทบกับสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด
  เทคโนโลยีด้านระบบไอทีนั้นมีเทคโนโลยีไหน หรือเทคโนโลยีของใครที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก และรายละเอียดของการรักษาสภาพแวดล้อมภายในเทคโนโลยีนั้นๆ มีอะไรบ้าง

 Green Computer
   Green Computer เครื่องคอมพิวเตอร์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอื่นๆ ประกอบไปด้วยพลังงานหน่วยประมวลผลศูนย์กลางที่มีประสิทธิภาพ (ซีพียู) เครื่องเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์เสริมเพื่อลดการทำงานของทรัพยากรและการจัดการเรื่องการสิ้นเปลืองของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste)
   นานมาแล้วที่เราได้มีการริเริ่มการใช้ Green Computing ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการติดป้ายเป็นรูปดาวพลังงานหรือ Energy Star ซึ่งนั่นเป็นการริเริ่ม Environmental Protection Agency (EPA) การป้องกันทางด้านสิ่งแวดล้อมในปี ค.ศ. 1992 เพื่อโฆษณาโดยหวังให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ได้นำไปใช้งานด้วยการติดลาเบล Energy Star โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เครื่องคอมพิวเตอร์ และหน้าจอ ซึ่งได้ถูกนำไปใช้งานทวีปยุโรปและเอเชีย ซึ่งเป็นแนวทางให้มีการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบนี้ เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ก็อย่างเช่น ผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์และทางด้านธุรกิจตัวอย่างการลดพลังงาน ได้แก่
    * ให้ซีพียูและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้งาน ลดการใช้พลังงานลง
    * ลดพลังงานและการจ่ายไปให้แก่อุปกรณ์เสริมที่ไม่ได้ใช้งานนาน เช่น เครื่องพิมพ์เลเซอร์
   * ให้หันมาใช้จอภาพหรือมอนิเตอร์ในแบบ Liquid-Crystal-Display (LCD) แทนการใช้มอนิเตอร์ Cathode-Ray-Tube (CRT)
    * ถ้าเป็นไปได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปจะกินไฟและใช้พลังงานมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
   * ใช้ฟีเจอร์ Power-Management ให้ปิดการทำงานของฮาร์ดดิสก์ และหน้าจอมอนิเตอร์หากไม่ได้มีการใช้งานติดต่อกันนานๆ หลายนาที
   * ใช้กระดาษให้น้อยที่สุด และถ้าเป็นไปได้ก็ให้นำกระดาษกลับมาใช้งานหมุนเวียนอีก
   * ลดการใช้พลังงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เวิร์กสเตชัน เซิร์ฟเวอร์ เน็ตเวิร์กและข้อมูลส่วนกลาง
Green Data Center
     ศูนย์กลางข้อมูลสีเขียว คือ การใช้งานทางด้านการจัดเก็บข้อมูล การจัดการทางด้านข้อมูลและการแพร่กระจายของข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้พลังงานสูงสุดแต่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยสุด ทั้งการออกแบบการคำนวณจะเน้นศูนย์กลางข้อมูลสีเขียวรวมถึงเทคโนโลยี
ขั้นสูงและยุทธศาสตร์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น
    * ใช้อุปกรณ์ที่แผ่กระจายแสงได้น้อยๆ อย่างการปูพรม
    * การออกแบบที่สนับสนุนสภาพแวดล้อม
    * ลดการสิ้นเปลืองโดยการนำกลับมาใช้งานอีก
 สภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการใช้งานระบบไอที
  เชื่อหรือไม่ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานอยู่นี้ก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งเมื่อใช้งานอยู่ก็คงไม่รบกวนโลกมาก แต่พอเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง เราก็อัพเกรด จวบจนวันหนึ่งที่ไม่สามารถอัพเกรดได้ก็ต้องเอาไปขายเป็นเศษเหล็ก ซึ่งก็ได้เงินมาไม่กี่บาท แต่ขยะคอมพิวเตอร์ ซึ่งอุปกรณ์บางอย่างก็ไม่สามารถย่อยสลายได้ แถมยังก่อมลพิษทางด้านอากาศ สิ่งแวดล้อมให้แก่โลกอีกด้วย เพราะในส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์เรานั้น ก็มีทั้งที่ประกอบไปด้วย พลาสติก อะลูมิเนียม สังกะสี และอื่นๆ
  ปัจจุบันมีผู้ใช้งานได้คิดประดิษฐ์นำเอาไม้ไผ่เข้ามาเป็นส่วนประกอบกับอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น คีย์บอร์ด หน้าจอมอนิเตอร์ เมาส์ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือเดี๋ยวนี้ถุงพลาสติกที่เราใส่ของก็ย่อยสลายยาก จนบางห้างสรรพสินค้ารณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติกเพื่อลดการเปิดปัญหาโลกร้อนหลายคนกำลังรณรงค์ไม่ให้โลกร้อนเกิดขึ้นในอนาคต โดยให้ทุกคนบนโลกช่วยกันแก้ปัญหา และร่วมมือทั้งการปิดแอร์เมื่อไม่ใช้งาน
ดับเครื่องรถยนต์เมื่อต้องจอดรอเป็นเวลานานๆ และอีกหลายร้อยวิธีที่ช่วยให้โลกของเราอยู่ร่วมกับเราไปได้อีกนาน ต้องช่วยกันตั้งแต่วันนี้


Environmental object คือ เทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม


ที่มา : Green Technology : เทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.greennetworkthailand.com/system/?p=82 (วันที่สืบค้นข้อมูล : 10 กรกฏาคม 2555)

นางสาววรรณธกานต์   พยุงวงษ์ (วิว
)



วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การจัดการสวนป่าแนว FSC

Forest Stewardship Council หรือ FSC เป็นองค์กรเอกชนภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ จากทั่วโลก เช่น เอ็นจีโอ กลุ่มนักอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ผู้ค้าไม้ ผู้ผลิตสินค้าจากไม้ กลุ่มชนพื้นเมือง และองค์กรผู้ให้การรับรองไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ เพื่อจัดทำระบบการให้การรับรองมาตรฐานไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อเป็นการรับประกันว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ได้รับรองมาตรฐาน FSC เป็นไม้และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากป่าธรรมชาติหรือป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงบอร์น ประเทศเยอรมนี

มาตรฐาน FSC มีหลายประเภท เช่น FSCFM (Forest Management Certification) หมายถึง มาตรฐานการจัดการป่าอย่างยั่งยืนตามแนวทางที่ FSC กำหนดไว้ว่าต้องมีพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อยร้อยละ 10 ของพื้นที่สวนไม้ที่ขอรับรอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
มาตรฐาน FSCCoC (ChainofCustody) การจัดการห่วงโซผลิตภัณฑ์ เป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับองค์กรเพื่อแสดงถึงผลิตภัณฑ์ไม้มีการผลิตหรือจำหน่ายจากสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง ตั้งแต่กระบวนการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ การรับและการจัดเก็บวัตถุดิบ การควบคุมปริมาณ ตลอดจนการขายและการส่งมอบ จะต้องมีการคัดแยกหรือการกำหนดอย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการปะปนของวัสดุที่ไม่ได้รับการรับรองจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการผลิต แปรรูปต่างๆ
ผู้ที่ขอรับการรับรองจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและหลักเกณฑ์การประเมินของ FSC เพื่อเป็นการยืนยันว่าสวนป่าดังกล่าวไม่ได้มาจากการทำลายป่าธรรมชาติ โดยจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ FSC ตามนโยบายความสมดุล 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ในประเทศไทย บริษัท สยามฟอเรสทรี ในเอสซีจี เปเปอร์ ถือเป็นรายแรกที่ได้รับมาตรฐาน FSCFM บริษัท สยามเซลลูโลส และบริษัท ฟินิคซ พัลพ์ แอนด์ เพเพอร์ ในเอสซีจีฯ เช่นกัน ได้รับมาตรฐาน FSCCoC และล่าสุด บริษัท สยามคราฟท์อุตสาหกรรม ได้รับมาตรฐาน FSC Recycled สำหรับกระดาษบรรจุภัณฑ์ TTF ที่ผลิตมาจากเยื่อกระดาษรีไซเคิล 100%
ณรงค์ มีนวล หัวหน้าแผนกบริหารสวนไม้ และ FSC บริษัท สยามฟอเรสทรี เล่าการจัดการสวนป่าของสยามฟอเรสทรี ว่า ดำเนินธุรกิจการปลูกไม้โตเร็วอย่างครบวงจร เช่น การผลิตกล้าไม้ การปลูกสวนป่า การส่งเสริมการปลูกในระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิง และมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้สมาชิกของบริษัทมีระบบการจัดการสวนใหม่ตามมาตรฐาน FSC เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งสามด้าน ประกอบด้วย
ด้านเศรษฐกิจ มีการวางแผนดำเนินการและควบคุมกิจกรรมส่งเสริมการปลูกสร้างสวนป่าที่ให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน การประเมินผลผลิตของสวนป่า จัดทำสูตรประเมินไม้ การควบคุมการตัดไม้มีระบบ Chain of Custody (CoC) สามารถตรวจสอบที่มาของไม้ได้ และป้องกันการปลอมปน การดูแลสวนไม้หลังตัดไม้ สนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตของสวนป่า ตลอดจนอบรมให้ความรู้การเผาถ่านและเก็บน้ำส้มควันไม้ ให้คำแนะนำตามหลักวิชาการ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ชุมชนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ด้าน สังคม ชุมชน มีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาเกษตรกรสมาชิก พนักงาน ผู้รับเหมาและผู้เกี่ยวข้องให้มีความรู้ ความสามารถในการดำเนินงาน ด้วยจิตสำนึกด้านชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมทั้งการสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบพื้นที่สวนไม้โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีการศึกษาผลกระทบที่มีต่อชุมชนและกำหนดแนวทางการแก้ไขข้อขัดแย้งกับชุมชนอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
ด้านสิ่งแวดล้อม มีแผนงานสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ
ณรงค์ อธิบายว่า ในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ การใช้ประโยชน์จากไม้จากป่าธรรมชาตินั้น ณ ปัจจุบันถือว่าหมดยุคแล้ว อีกทั้งมีการปิดป่ามาตั้งแต่ปี 2531 ฉะนั้นยุคนี้จึงควรเป็นยุคของการปลูกสร้างสวนป่าที่มีการจัดการที่ดี และสวนป่าที่ดีจะต้องได้รับการจัดการที่ดีอย่างเป็นระบบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และเศรษฐกิจอย่างสมดุล โดยความสมดุลไม่ได้หมายถึงความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นรายได้อย่างเดียว แต่ต้องเป็นความสมดุลทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปและไม่สามารถแยกออกจากกันได้



Environmental object คือ การจัดการสวนป่าให้ถูกต้อง


ที่มา : การจัดการสวนป่าแนว FSC [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.deqp.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=19522%3A-fsc-&catid=12%3A2010-02-17-11-32-15&Itemid=50&lang=th .
(วันที่สืบค้นข้อมูล : 9 กรกฎาคม 2555).


น.ส.ประภาพรรณ   มีทอง (เกด)







ห้องเปลื้องทุกข์เปลี่ยนของเสียเป็นกระแสไฟฟ้าและปุ๋ย

นัก วิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) ประเทศสิงคโปร์ ได้คิดค้นระบบห้องน้ำที่เปลี่ยนของเสียจากการโจมตีของข้าศึก (Nature Calls!) และการเด็ดดอกไม้ให้เป็นกระแสไฟฟ้าและปุ๋ย นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยลดการใช้น้ำในการชำระสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับระบบห้องน้ำที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในประเทศสิงคโปร์

ระบบ ดังกล่าวมีชื่อว่า โน มิกซ์ แวคคิวอัม ทอยเล็ท (No-Mix Vacuum Toilet) มีโถสุขภัณฑ์สำหรับแยกของเสียจากการปัสสาวะและอุจจาระ ใช้เทคโนโลยีการดูดแบบสุญญากาศ เช่นเดียวกับระบบที่ใช้ในห้องน้ำบนเครื่องบิน ทั้งนี้ การชำระของเสียจากการการเด็ดดอกไม้จะใช้น้ำเพียง 0.2 ลิตร ในขณะที่การชำระของเสียจากการโจมตีของข้าศึกจะใช้น้ำเพียง 1 ลิตรเท่านั้น ส่วนห้องน้ำทั่วๆ ไปในปัจจุบันใช้น้ำในการชำระของเสียสูงถึง 4 ถึง 6 ลิตร ทั้งนี้ หากติดตั้งระบบดังกล่าวตามห้องน้ำสาธารณะกว่า 100 ระบบ ก็จะช่วยประหยัดน้ำประมาณ 160,000 ลิตรในหนึ่งปี ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอสำหรับเติมสระขนาดเล็กที่มีความกว้าง 10  × 8 เมตร ลึก 2 เมตร 

ทั้ง นี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยางกำลังดำเนินการทดสอบด้วยการ ติดตั้งโถสุขภัณฑ์ต้นแบบในห้องน้ำภายในมหาวิทยาลัยจำนวน 2 ห้อง และถ้าหากทุกอย่างเป็นไปได้สวย ประชาชนทั่วโลกอาจจะได้เห็นหรือแม้กระทั่งได้นั่งเปลื้องทุกข์บนโถสุขภัณฑ์ ดังกล่าวในอีก 3 ปีข้างหน้า

รศ. หวัง จิงหยวน ผู้นำในการวิจัย กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การประหยัดน้ำด้วยระบบห้องน้ำระบบใหม่เท่านั้น แต่เป็นการช่วยฟื้นฟูทรัพยากรแบบครบวงจร เพื่อที่จะนำพาประเทศไปยังเป้าหมายการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากมีแหล่งคัดแยกของเสียและกำจัดของเสียมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการฟื้นฟู ทรัพยากร เนื่องจากการบำบัดของเสียรวมทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและสิ้นเปลืองเงิน แต่นวัตกรรมระบบห้องน้ำระบบใหม่ ที่ได้รับเงินสนับสนุนงานวิจัยจำนวน 10 ล้านดอลลาร์จากโครงการวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของมูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ อาจเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจบ้านจัดสรร โรงแรม รีสอร์ท และชุมชนที่ไม่มีระบบน้ำเสีย

ทั้ง นี้ โน มิกซ์ แวคคิวอัม ทอยเล็ท จะแยกของเสียจากการเด็ดดอกไม้ไปยังสถานที่คัดแยกเพื่อแยกส่วนประกอบที่ใช้ สำหรับทำปุ๋ย เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ขณะเดียวกัน ของเสียจากการโจมตีของข้าศึกก็จะถูกส่งไปยังไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) เพื่อย่อยสลายของเสียเหล่านั้น ก่อนที่จะแยกก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซที่ไม่มีกลิ่นและสามารถใช้แทนก๊าซธรรมชาติในการหุงต้ม นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนก๊าซมีเทนเป็นกระแสไฟฟ้าด้วยการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ผลิตกระแส ไฟฟ้าโดยอาศัยปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี (Fuel cell) 

อนึ่ง น้ำที่ใช้แล้ว (Grey water) ทั้งจากการซักผ้า อาบน้ำ และล้างจาน สามารถปล่อยไปยังระบบน้ำเสียโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการบำบัดที่ยุ่งยาก ขณะที่ขยะจำพวกเศษอาหารสามารถนำไปย่อยสลายด้วยไบโอรีแอคเตอร์ หรือนำไปเปลี่ยนสภาพก่อนนำไปผสมเป็นปุ๋ย ซึ่งช่วยฟื้นฟูทรัพยากรได้เป็นอย่างดี
Environmental Object คือการเปลี่ยนของเสียให้เป็นกระแสไฟฟ้าและปุ๋ย
ที่มา
ห้องเปลื้องทุกข์เปลี่ยนของเสียเป็นกระแสไฟฟ้าและปุ๋ย .[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=14&cno=3497
(วันที่สืบค้นข้อมูล 9 กรกฎาคม 2555)
น.ส สุภัทรา  พึ่งพเดช (แหม่ม)

“กรีนฟาร์ม” ตัวอย่างที่ฟาร์มสุกรทั่วประเทศต้องเดินตาม

          การที่กรมควบคุมมลพิษก็ดี กรมปศุสัตว์ก็ดี หรือสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ก็ดี ต่างออกมาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับฟาร์มสุกรขนาดเล็กที่เกษตรกรรายย่อยทำการเลี้ยงสุกรจำนวน 50-500 ตัวว่าต้องมีการกำหนดมาตรฐานปล่อยน้ำเสียและควบคุมมลพิษทางกลิ่น หรือเพิ่มเติมเงื่อนไขการด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะออกใบอนุญาตเลี้ยงสุกร ตลอดจนมีความพยายามที่จะจัดทำโครงการเขตปลอดโรคปากเท้าเปื่อย เหล่านี้ หากมองในภาพรวมถือว่าเป็นการดีที่จะทำให้ภาคปศุสัตว์ด้านการเลี้ยงสุกรของไทยเติบโตและยกระดับเข้าสู่มาตรฐานกันทั้งประเทศ เพราะทุกวันนี้ในฟาร์มสุกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ของไทยนั้นได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ บางแห่งสามารถทำได้ถึงขนาดแปลงโฉมฟาร์มสุกรให้เป็น รีสอร์ท หรือ Green Farm ไปแล้วด้วยซ้ำ อย่างเช่น ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีของฟาร์มทั่วประเทศ

          เชื่อว่าคนทั้งประเทศคงเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค..แต่กับผู้เลี้ยงสุกรเองก็เห็นด้วยเช่นกัน ที่ฟาร์มทุกขนาดต้องทำตามเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม...ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มเปิดหรือฟาร์มปิด เพราะมันมีมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ ถ้าขาดการควบคุม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติ รัฐควรมองในรายละเอียดด้วยว่า การพัฒนาปรับปรุงฟาร์มในด้านต่างๆ เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย หรือกำจัดกลิ่นในฟาร์มสุกรนั้น ย่อมต้องมีต้นทุนดำเนินการ และน่าจะเป็นปัญหากับฟาร์มขนาดเล็กไม่น้อย เพราะปกติฟาร์มสุกรระบบปิดขนาดใหญ่ จะมีระบบควบคุมจัดการสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง เช่น การนำของเสียหรือมูลสุกรไปยังระบบบ่อหมักชีวภาพ หรือ BioGas นั้นต้องลงทุนนับ 10 ล้านบาท ขณะที่ศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยที่จะเลือกใช้ระบบนี้ คงต้องหาเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 1-2 ล้านบาท แม้จะช่วยลดค่าไฟฟ้าภายในฟาร์มได้ในระยะยาวก็ตาม การเสาะทางแหล่งทุนให้รายย่อยจึงเป็นสิ่งจำเป็น และรัฐควรต้องมีทางเลือกที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยในหลายรูปแบบ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการปรับปรุงที่เป็นไปได้จริง

          นอกจากนี้ วิธีการตรวจสอบ หรือข้อกำหนดต่างๆ ต้องชัดเจน การใช้วิธีการตรวจวัดค่าความเข้มข้นของกลิ่นด้วยการดมที่จะใช้ผู้ทดสอบกลิ่นเป็นคนตรวจสอบกลิ่นนั้น น่าจะมีช่องโหว่ และดูจะไม่ใช่แนวทางของการควบคุมที่ดี แต่ถ้ากรมควบคุมมลพิษ เห็นว่าเป็นวิธีสากลและจะเลือกใช้วิธีนี้จริงๆ ก็ขอให้อธิบายให้สังคมและเกษตรกรให้เข้าใจให้ได้ประเด็นสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ที่ผ่านมาเกษตรกรคนเลี้ยงสุกรมักจะถูกควบคุมราคาสุกรหน้าฟาร์มให้ต่ำอยู่เสมอ หากเพิ่มเงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อมเข้ามา ซึ่งเป็นต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น...รัฐจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเกษตรกรรายย่อยจะอยู่ได้? 

          กลับมาที่รายละเอียดของการควบคุมฟาร์มสุกรรายย่อยในด้านสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง การที่กรมควบคุมมลพิษประกาศว่าต้องควบคุมฟาร์มนั้น กรมได้ให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ของกรมแล้วหรือยังว่า หากพบปัญหาไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย หรือกลิ่น เจ้าหน้าที่คนนั้นควรจะสามารถให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาแก่เกษตรกรด้วย อย่าให้เป็นเช่นในอดีตที่เจ้าหน้าที่มักตอบเกษตรกรว่า “ผมไม่ทราบ ผมไม่มีหน้าที่ตรงนั้น ผมมีหน้าที่ตรวจอย่างเดียว” เพราะนั่นมันไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์แก่สิ่งแวดล้อมโดยรวมเลย

          นอกจากนี้ การทำความเข้าใจกับผู้เลี้ยงรายย่อยทั้งประเทศที่มีอยู่ประมาณ 227,406 ครัวเรือนก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องมีวิธีแนะนำและมีวิธีจูงใจที่เหมาะสม ไม่ใช่ออกกฎมา โดยที่เกษตรกรไม่รับรู้ แล้ววันดีคืนดีก็สุ่มตรวจเลย สุดท้ายเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ความร่วมมือก็คงหายไปหมด พานจะกลายเป็นความขัดแย้งไปเสียเปล่าๆ

          อีกข้อเสนอที่น่าสนใจ ...สำหรับฟาร์มขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงหนาแน่น แต่ละฟาร์มอาจไม่มีพื้นที่ในการสร้างบ่อไบโอแก๊ส เพื่อช่วยเรื่องกลิ่นและของเสีย รัฐบาลควรจัดตั้ง “โรงบำบัด” ขึ้นมาเก็บรวบรวมมูลสุกรของฟาร์มรายย่อยแต่ละฟาร์ม โดยให้ฟาร์มเสียใช้จ่ายในการจ้างเก็บมูลสุกร ขณะที่โรงบำบัดนั้น ก็สามารถใช้ประโยชน์จากมูลสุกรมาผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดจน ขายกากและน้ำล้นเป็นปุ๋ย (biofertigation) เป็นทางออกที่ได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย

          ส่วนการจัดการเขตปลอดโรคนั้น จะทำได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ประเทศไทยสามารถจัดการควบคุมโรงฆ่าสัตว์เถื่อนได้แค่ไหน เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรงฆ่าเถื่อนเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคทุกประเภท นอกจากนี้ ความเข้มงวดในด้านจรรยาบรรณของบุคลากรกรมปศุสัตว์ ก็เป็นอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือ แค่เรื่องเล็กๆ อย่างจิตสำนึกในด้าน biosecurity ก่อนเข้าฟาร์ม  ภาครัฐ จึงดูจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุด ในการยกระดับฟาร์มสุกรรายย่อยให้กลายเป็นฟาร์มรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีนฟาร์ม ซึ่งหากประเทศไทยทำได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล ไม่เพียงลดปัญหากับชุมชนใกล้ฟาร์มแต่ยังจะลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร เมื่อผนวกกับโครงการเขตปลอดโรคปากเท้าเปื่อยที่ สศก.วางแผนจะผลักดันด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้ภาคปศุสัตว์ด้านสุกรของไทย สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสุกรให้แก่ประเทศไทยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในอนาคตด้วย

Environmental object คือ การพัฒนาและปรับปรุงฟาร์มสุกรให้รักษ์สิ่งแวดล้อม


แหล่งที่มา :


“กรีนฟาร์ม” ตัวอย่างที่ฟาร์มสุกรทั่วประเทศต้องเดินตาม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.deqp.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=19696%3A2012-05-16-03-58-25&catid=12%3A2010-02-17-11-32-15&Itemid=50&lang=th. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 9 กรกฎาคม 2555). 

นางสาวแสงเทียน  ฤทธิไกรสร (แนน)


วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ยีน การโคลนนิ่ง และการตัดต่อยีน


         ยีน คือ สารเคมีที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ DNA (Deoxyribonucleic Acid) ประกอบด้วย หน่วยย่อยที่เรียงตัวกันเป็นลำดับ เสมือนตัวอักษรที่เรียงกันเป็นข้อความกำหนดลักษณะทางพันธุกรรม ที่สามารถถ่ายทอดต่อไปยังลูกหลานได้ ดีเอ็นเอ มีโครงสร้างเป็นสายคู่ พันกันเป็นเกลียวคล้ายบันไดเวียนที่แต่ละขั้นเป็นตัวอักษรแต่ละตัว เมื่อยีนทำงานกลไกของเซลล์จะอ่านรหัสในดีเอ็นเอแล้วแปลออกมาเป็นการผลิตโปรตีนต่างๆ โปรตีนบางตัวเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตนั้น บางตัวเป็นตัวทำหน้าที่ต่างๆ ของเซลล์ เช่น ย่อยอาหาร สร้างส่วนประกอบอื่นๆ ของเซลล์ ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม
 การโคลนนิ่ง (Cloning)
ตามความหมาย โคลนนิ่ง (Cloning) หมายถึงการคัดลอก หรือทำซ้ำ (copy) นั่นเอง สำหรับทางการแพทย์ หมายถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนของเดิมทุกประการ การโคลนนิ่งเกิดอยู่เสมอในธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนได้แก่ การเกิดฝาแฝดเพศเดียวกันและหน้าตาเหมือนกัน นั่นเอง กระบวนการโคลนนิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น ได้นำมาใช้เป็นเวลานานแล้วโดยเราไม่รู้ตัว ได้แก่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และตัวอ่อนสัตว์ โดยการแยกเซลล์ ซึ่งทำกันทั่วไปในวงการเกษตร
การโคลนนิ่งที่ทำได้ยากที่สุดคือการโคลนนิ่งสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามโคลนนิ่งสัตว์มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งการโคลนนิ่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด ทำได้ง่ายมาก เช่น ถ้าเราตัดปลาดาวออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนจะสามารถงอกเป็นปลาดาวตัวใหม่ทั้งตัวได้ แต่การโคลนนิ่งสัตว์มีกระดูก สันหลัง ทำได้ยากกว่ามาก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันโรสลิน ประเทศสกอต์แลนด์ ได้สร้างแกะที่เกิดจากการโคลนเป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยเอาเซลล์ต่อมน้ำนมของแกะตัวหนึ่ง ไปผสมกับไข่ที่ไม่มีดีเอ็นเอของแม่แกะอีกตัวหนึ่ง (เนื่องจากดีเอ็นเอของไข่ถูกดูดออกไป) แล้วใช้ไฟฟ้ากระตุ้นทำให้ไข่นั้นพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนได้ ตัวอ่อนที่ได้นี้จะมีเฉพาะดีเอ็นเอที่ได้จากเซลล์ต่อมน้ำนมจากแกะตัวแรกเท่านั้น จึงถือว่าตัวอ่อนนี้เป็นโคลนของแกะตัวแรก เปรียบได้กับการทำสำเนานั่นเอง
หลังจากนั้น ตัวอ่อนที่ได้นี้ก็ถูกนำไปฝากไว้ในครรภ์ของแม่แกะอีกตัวหนึ่ง จนกระทั่งแม่อุ้มบุญตัวนี้คลอดลูกออกมา ลูกแกะตัวนี้มีชื่อว่า “ดอลลี่” ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539 จากนั้นเป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มก็ได้พัฒนาเทคนิคการโคลนนิ่งแบบอื่นที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมทั้งได้มีการโคลนสัตว์อื่นๆ เช่น วัว หนู แมว สุนัข เป็นต้น
ประโยชน์ที่ได้รับจากโคลนนิ่ง ได้แก่
ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจขบวนการทำงานของยีน และการจำแนกชนิดของเซลล์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการแพทย์ เช่น ในอนาคตเมื่อเราทราบปัจจัยที่ทำหน้าที่ ปิด หรือเปิด การทำงานของยีน จะสามารถนำมารักษาโรคได้ เช่น ผู้ป่วยสมองตายจากอัมพาต  ในอนาคตอาจสามารถกระตุ้นให้เซลล์สมอง แบ่งตัวทดแทนเซลล์ที่ตายไปได้ หรือผู้ป่วยที่ไตวาย สามารถกระตุ้นการทำงานและแบ่งตัวเซลล์ไตที่เหลืออยู่ให้ทำหน้าที่ทดแทนได้
มีประโยชน์ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพืชหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ให้แพร่ขยายจำนวนขึ้นได้รวดเร็วกว่าการผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ
คู่สมรสที่ไม่มีโอกาสให้กำเนิดบุตรด้วยวิธีอื่น อาจมีโอกาสได้บุตรมากขึ้น
ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ อาจได้อวัยวะที่เข้ากันได้ ลดความเสี่ยงต่อการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
การตัดต่อยีน (การดัดแปลงพันธุกรรม)
การตัดต่อยีนเป็นเทคโนโลยีที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ เกิดจากการนำยีน (gene) หรือสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตอื่นใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการทำให้เกิดใหม่ตามลักษณะหรือคุณสมบัติที่ต้องการ หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากพันธุ์ที่มีในธรรมชาติ เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้เกิด “สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม” (GMOs) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพการตัดต่อยีนในอนาคตได้แก่ การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม เคมีอุตสาหกรรม อาหาร ยารักษาโรค รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลก
ประโยชน์จาก GMO
ปรับปรุงพันธุ์พืช
- การพัฒนาพันธุ์พืชต้านทานแมลงและโรค
- การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพผลผลิตที่พึงประสงค์ เช่น สุกงอมช้าลง
- การพัฒนาพันธุ์พืชให้ผลิตสารพิเศษ เช่น มีวิตามินมากขึ้น มีกลิ่นหอมมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น มะเขือเทศสุกงอมช้าและไม่นิ่ม ฟักทองต้านไวรัส ถั่วเหลืองต้านวัชพืช มันฝรั่งต้านแมลง ฝ้ายที่ทนยาฆ่าวัชพืช Bacillus Thuringiensis (BT) ข้าวที่มีวิตามินเอ เมล็ดทานตะวันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เป็นต้น
การพัฒนาพันธุ์สัตว์
- โตเร็วกว่าปกติ และมีขนาดใหญ่กว่าปกติ
- กินอาหารลดลง และขับถ่ายของเสียลดลง
- ทนทานโรคและแมลง ตัวอย่าง เช่น ลูกหมูโตเร็วกว่าปกติ ถึงร้อยละ 40 และมีขนาดใหญ่กว่าหมูปกติ ในขณะที่กินอาหารลดลง 25% หมูเหล่านี้ขับถ่ายของเสียลดลงมาก วัวที่ทนโรคและแมลง ไข่ไก่ที่มีโคเลสเตอรอลน้อยลง ปลาทูน่าโตเร็วและต้านทานโรค เป็นต้น
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ผลิตสินค้าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) และในปี พ.ศ. 2523 ได้มีการอนุญาตให้จดทะเบียนสิทธิบัตรจุลินทรีย์ที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 มีการจดสิทธิบัตรสัตว์ที่มีการดัดแปลงทางพันธุกรรม รวมทั้งมีการนำมาทดสอบในภาคสนาม และในปีพ.ศ. 2536 เริ่มมีผลิตภัณฑ์ GMOs ออกมาจำหน่ายในในเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า GMOs ที่ได้รับอนุญาตจาก Food and Drug Administration (FDA) ให้วางจำหน่ายในตลาดของประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 40 รายการ เช่น ถั่วเหลือง Roundup ready ฝ้ายบีที ข้าวโพดบีที และมันฝรั่งบีที เป็นต้น เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าสินค้าเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเพาะปลูกพืช GMOs ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2540 มีพื้นที่เพาะปลูกพืช GMOs ทั้งหมด 68.75 ล้านไร่ และในปีพ.ศ. 2541 ได้เพิ่มเป็น 173.75 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา 128.13 ล้านไร่ ประเทศอาร์เจนตินา 26.99 ล้านไร่ ประเทศออสเตรเลีย 17.5 ล้านไร่ และนอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆเช่นประเทศเม็กซิโก สเปน ผรั่งเศส จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ โดยในปัจจุบันมีพืช GMOs ทั้งหมดประมาณ 40-50 ชนิดเช่นถั่วเหลือง ข้าวโพด ฝ้าย คาโนลา มันฝรั่ง มะเขือเทศ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาของผลิตภัณฑ์ GMOs อยู่ในความสนใจของคนทั่วไปมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีความแน่ชัดว่าสิ่งมีชีวิตตัดต่อยีนนี้จะไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้หลายๆประเทศจึงพยายามหามาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งในระดับนานาชาติมีมาตรการในการควบคุมพืชจีเอ็มโอกำหนดไว้ โดยได้จัดทำพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาระสำคัญประการหนึ่งคือ การเสนอให้ใช้หลักการตกลงที่ได้มีการเห็นชอบล่วงหน้า โดยสินค้าส่งออกจีเอ็มโอต้องให้ข้อมูลอย่างละเอียดต่อประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะข้อมูลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ รวมทั้งการจัดการประเมินความเสี่ยงเพื่อขออนุญาตนำเข้า ซึ่งประเทศผู้นำเข้าต้องมีมาตรการในการตรวจสอบด้วย
สำหรับมาตรการเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอของไทยโดยสรุปก็คือ ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์หรือพันธุ์พืชจีเอ็มโอ เพื่อเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ ยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น และการศึกษาวิจัยก็ให้ดำเนินการเฉพาะในโรงเรือนหรือแปลงทดลองเท่านั้นมิให้ดำเนินการในไร่นาของเกษตรกร


Environmental object คือ ยีน การโคลนนิ่ง และการตัดต่อยีน



ที่มา : เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio Technology). [Online]. เข้าถึงได้จาก : http://www.baanjomyut.com/library/global_community/07_2_3.html. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 8 กรกฎาคม 2555).


นายอธิคม  คำสอนทา  (ก๊อบ)