วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

DAM เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเขื่อน


เนคเทคหรือ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือ กฟผ. จัดนำเสนอและสาธิตผลงานวิจัย “DAM” ระบบการสื่อสารและจัดเก็บข้อมูลชุดตรวจวัดแรงดันน้ำของเขื่อนรัชช ประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้กับตัวแทนจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน เพื่อแสดงถึงศักยภาพของการประเมินถึงความปลอดภัย และมั่นคงของเขื่อน
    
และที่สำคัญเป็นผลงานของนักวิจัยไทย  ที่ประหยัดงบประมาณและช่วยลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
    
 “ดร.กนกเวทย์ ตั้งพิมลรัตน์”   ผู้อำนวยการหน่วยปฏิการวิจัยพัฒนาการ ควบคุมและระบบอัตโน มัติทางอุตสาหกรรม เนคเทค บอกว่า เนื่องจากทาง กฟผ. มีความต้องการจะติดตั้งระบบอัตโน มัติ เพื่อช่วยดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงของเขื่อนรัชชประภา    หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน โดยอาศัยการวัดค่าต่าง ๆ ในบริเวณเขื่อน เช่น การวัดระดับน้ำใต้ดิน ในหลุม   วัด การวัดแรงดันของหัววัดที่ติดตั้งที่ตัวเขื่อน การคาดเดาปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ  
    
ที่ผ่านมา กฟผ.ใช้บุคลากรทำการวัดค่าต่าง ๆ ด้วยมือ ซึ่งใช้เวลามาก ข้อมูลที่ได้ไม่ใช่ข้อมูล ณ เวลาจริง รวมถึงเสียเวลาในการป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการวิเคราะห์ ทำให้มีข้อจำกัดในการประเมินถึงความมั่นคงและความปลอดภัยของเขื่อน 
    
ระบบดังกล่าว หากนำเข้าจากต่างประเทศ ดังเช่นที่นำมาใช้ที่เขื่อนวชิราลงกรณ หรือเขื่อนเขาแหลม จะมีราคาสูงถึง 60 ล้านบาท นอกจากนั้นหลังจากใช้มาแล้ว 10 ปี ปัจจุบันอุปกรณ์บางส่วนเริ่มชำรุด ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงหรือปรับปรุงแก้ไขนั้นก็สูงร่วม 10 ล้านบาททีเดียว
    
เนคเทคโดยหน่วยปฏิบัติการวิจัยพัฒนา การควบคุมและระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม จึงพัฒนาระบบสื่อสารและจัดเก็บข้อมูลชุดตรวจวัดแรงดันน้ำของเขื่อนหรือแดม (DAM) ขึ้นมา โดยต่อยอดพัฒนาจากองค์ความรู้ด้านการสื่อสารที่มีอยู่  ซึ่งเรียกว่าสกาด้า (SCADA) โดยพื้นฐานตัวระบบดังกล่าวจะ ประกอบไปด้วย หน่วยวัดคุมระยะไกลหรือเรียกสั้น ๆ ว่า RTU เซ็นเซอร์หรือหัววัดค่าต่าง ๆ เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ และระบบการสื่อสารซึ่งมีทั้งแบบไร้สายคือ ผ่านระบบจีพี อาร์เอสของมือถือและแบบใช้สายคือผ่านเทคโนโลยีไฟเบอร์ ออพติค
    ด้าน ดร.อุดม ลิ่วลมไพศาล นักวิจัยผู้รับผิดชอบโครงการอธิบาย ถึงการทำงานของระบบดังกล่าวว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของเขื่อนเดิมในระบบแมนนวลหรือใช้คนวัด จะมีหลุมวัด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้วจำนวนมาก ซึ่งมีความลึกกว่า 100 เมตร ใช้เครื่องมือแบบการวัดค่าความสูงของระดับน้ำ เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติ ได้ใช้เป็นหัววัดเซ็นเซอร์ แทน โดยแช่ทิ้งไว้ที่ก้นหลุม ส่งข้อมูลผ่านสายทองแดงไปยัง RTU ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลก่อนที่จะส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ โดยผ่าน  สายไฟเบอร์ ออพติคเป็นหลัก ส่วนจีพีอาร์เอส ใช้เฉพาะจุดที่อยู่ห่างไกล ทั้งนี้ RTU แต่ละตัว สามารถรับข้อมูลจากเซ็นเซอร์ได้ 1-2 หลุม ข้อมูลที่ได้จะนำส่งไปยังระบบวิเคราะห์ความปลอดภัย และมั่นคงของเขื่อนต่อไป สามารถติดตามดูข้อมูลได้แบบเรียล  ไทม์และทำรายงานสรุปเป็นภาษาไทยได้
    
ปัจจุบัน เนคเทคติดตั้งระบบดังกล่าวไปแล้ว 12 ตู้ RTU ครอบคลุมการสื่อสารข้อมูลจาก 19 หลุมที่มีตัววัดหรือเซ็นเซอร์
    
ใช้งบประมาณไปแล้ว 9.9 ล้านบาท  เริ่มใช้งานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2551    
    
สำหรับผลการใช้งาน นายมะโนช  มากจันทร์ หัวหน้ากองบำรุงรักษาโยธา เขื่อน รัชชประภา บอกว่า เนื่องจากเขื่อนนี้เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว มีลักษณะพิเศษ ตามภูมิประเทศที่สวยงาม จึงมีการก่อสร้างเป็นเขื่อนหลัก เขื่อนรองและเขื่อนย่อย ๆ ตามหุบเขาอีกจำนวนมาก ระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร เดิมเมื่อใช้การเก็บข้อมูลด้วยคนต้องเสียเวลาไม่ต่ำกว่า 2 วันในการเก็บแต่ละครั้ง ข้อมูลที่ได้จึงไม่เรียลไทม์ ระบบนี้เข้ามาช่วยได้มาก ซึ่งทาง กฟผ. มีแผนติดตั้งเพิ่มเติม โดยภายในปี 2555 จะทำการติดตั้งตู้ RTU จนครบ 27 หลุมเซ็นเซอร์รอบตัวเขื่อนหลักและเขื่อนรอง
    
นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อเนื่องให้เนคเทค พัฒนาและปรับปรุงระบบอัตโนมัติให้กับเขื่อนวชิรา ลงกรณอีกด้วย




ที่มา : http://www.deqp.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=18347%3Adam---&catid=12%3A2010-02-17-11-32-15&Itemid=50&lang=th




นางสาวประภาพรรณ  มีทอง  (เกด)

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คำแนะนำในการเขียนบทความ

เรียน นักศึกษาทุกท่าน

เนื่องจากการ Post Blog หรือการอ่านบทความจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เป็นการฝึกทักษะในการอ่าน - เขียน - วิเคราะห์ - สังเคราะห์ ดังนั้น ครูขอให้พวกเราทุกคน ใส่อ้างอิงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการด้วย โดยใช้การอ้างอิงแบบแวนคูเวอร์ (ลองศึกษานะคะว่าเขียนอย่างไร) เราเป็นนักศึกษา ESi จะต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางที่ถูกต้องนะคะ

ตัวอย่าง

ทัศนคติ หมายถึง ระบบของความคิด ความรู้สึก และแนวโน้มของพฤติกรรมที่มีต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับตัวบุคคล สิ่งของและความคิดเห็น ทัศนคติเป็นแรงขับที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล ซึ่งกระตุ้นให้บุคคลพิจารณาความสำคัญของสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม และมีอิทธิพลต่อการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตน (เอนกกุล กรีแสง,

อ้างอิง
เอนกกุล กรีแสง. จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา. พิษณุโลก :แผนกเอกสารและการพิมพ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพิษณุโลก; 2521.
อาจารย์จงดี

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โทรศัพท์มือถือรักษ์โลก เสียแล้วโยนทิ้งงอกเป็นต้นไม้ได้

            โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชาวเดนมาร์ก ที่ได้ทำการพัฒนาขึ้นให้กลายเป็นโทรศัพท์มือถือ "รักษ์โลก" เพราะนอกจากตัวเครื่องที่ทำมาจากไม้ไผ่แล้ว ภายในยังมีเมล็ดพันธุ์ไม้ไผ่ บรรจุอยู่ ถ้านำตัวเครื่องที่ใช้จนเสียไปกลบฝังในดินก็จะช่วยให้ เมล็ดพันธุ์ข้างในงอกออกมาเป็นกลายต้นไม้คืนสู่โลก

            เกิร์ท แจน แวน บรูเจล ผู้ออกแบบโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ต้องการที่จะให้โทรศัพท์มือถือที่เขาออกแบบมานั้น ย่อยสลายได้ง่าย และเมื่อใช้งานจนเสียแล้ว ยังคงเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม โดยกลายเป็นต้นไม้งอกขึ้นมาได้ด้วย

           เพื่อจะได้ลดจำนวนขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้มีน้อยลง โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้า เพราะด้านหลังของเครื่องจะมีข้อต่อเอาไว้หมุนให้พลังงาน ถ้าหมุนข้อต่อครบ 3 นาที จะช่วยให้ตัวเครื่องมีพลังงานเพียงพอสำหรับการรับส่งข้อความสั้น หรือโทรเข้าโทรออกได้ชั่วคราว ไม่จำเป็นต้องนำแบตเตอรี่ไปชาร์จไฟอยู่ตลอดเวลา






           แต่เนื่องจากโทรศัพท์มือถือเหล่านี้มักมีราคาที่แพงกว่าโทรศัพท์มือถือทั่วไป ดังนั้น จึงยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่า ถ้ามีการวางขายอย่างจริงจัง โทรศัพท์มือถือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ ซื้อหรือไม่

           ผลการศึกษาจาก Strategy Analytics พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในสหรัฐและยุโรป ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อมือถือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

          ส่วนกลุ่มที่ซื้อก็ยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ลูกเล่นในตัวเครื่องและรูปทรงการออกแบบ ถ้าเป็นมือถือในแบบที่เชยเกินไปหรือไม่มีลูกเล่นการใช้งาน แม้จะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ก็คงไม่จูงใจให้ผู้บริโภคอยากซื้อมาใช้ เช่น โทรศัพท์มือถือที่ทำจากไม้ไผ่ของเกิร์ท แจน แวน บรูเจล ที่สามารถใช้งานได้แค่โทรเข้าโทรออกและส่งข้อความสั้นเท่านั้น





environmental object คือ โทรศัพท์มือถือที่สามารถย่อยสลายได้




แหล่งที่มา:

โทรศัพท์มือถือรักษ์โลก เสียแล้วโยนทิ้งงอกเป็นต้นไม้ได้.  [Online].  เข้าถึงได้จาก : http://www.aurum.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=538893287&Ntype=17.  (วันที่สืบค้นข้อมูล : 14 มิถุนายน 2555).

 

น.ส.ศศิธร ระหงษ์ (ตุลา)

แกะกล่องซอฟต์แวร์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ และรองรับตลาดสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Product) หนุนนักออกแบบใช้ตัวช่วยวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในบรรจุภัณฑ์และ ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
          รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เปิดเผยว่า เอ็มเทคได้ร่วมกับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พัฒนาซอฟต์แวร์พร้อมเผยแพร่แจกจ่าย เพื่อรองรับตลาดสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
          "ปัจจุบันโลกให้ความสนใจกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Ecodesign มากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ที่รวมไปถึงเรื่องของภาวะโลกร้อนด้วย"
           การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบสิ่ง แวดล้อมตลอดทั้งวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เช่น การลดของเสียจากระบวนการผลิต การยืดระยะเวลาการใช้งานหรือการเพิ่มปริมาณการนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น
           จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนทิศทางการผลิตสินค้าของตนให้มี ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เพื่อรองรับตลาดใหม่ซึ่งเป็นตลาดของสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Product)
           ทั้งนี้แนวทางที่เหมาะสมในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์นั้นควรเริ่ม ต้นตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบโดยผนวกเอาแนวคิดด้านการออกแบบเพื่อลดผลกระทบ สิ่งแวดล้อมตลอดทั้งวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เข้าไปสู่กลุ่มนักออกแบบผลิตภัณฑ์ อันจะส่งผลให้การจัดการผลิตภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมี ระบบและเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
          ดังนั้นเพื่อให้นักออกแบบผลิตภัณฑ์สามารถผนวกแนวคิดด้านการลดผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมเข้าไปในขั้นตอนการออกแบบได้นั้น นักออกแบบจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่สามารถช่วยนักออกแบบให้มีความรู้และความ เข้าใจเกี่ยวกับการเลือกใช้วัสดุและกระบวนการผลิตต่างๆ ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวัฎจักรชีวิตให้น้อยที่สุด และนำไปสู่การตัดสินใจในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวด ล้อมมากขึ้นได้
           จากความสำคัญดังกล่าว ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eXcellent Center for Eco Products; XCEP) จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาโปรแกรมอย่างง่ายเพื่อช่วยนักออกแบบในการประเมินผลิตภัณฑ์และบรรจุ ภัณฑ์เบื้องต้นตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดยโปรแกรมที่ได้พัฒนาขึ้นมาประกอบด้วย 2 ซอฟแวร์ได้แก่ ซอฟแวร์สำเร็จรูปอย่างง่ายเพื่อวิเคราะห์ LCA โดยใช้ชื่อโปรแกรมว่า "SEPE" (Simple Environment Program for Enterprise) เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปอย่างง่าย เพื่อช่วยนักออกแบบในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฎจักรชีวิตของ ผลิตภัณฑ์เบื้องต้น ตั้งแต่ในขั้นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนทิศทางการผลิต สินค้าให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
          โดยโปรแกรม SEPE นี้เป็นโปรแกรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะ web service ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นในการนำไปใช้งาน สำหรับผู้สนใจสามารถใช้ซอฟแวร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www2.mtec.or.th/sepe
           และซอฟแวร์อย่างง่ายในการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ประเภท กล่องกระดาษลูกฟูก พลาสติก แก้ว และอะลูมิเนียม โดยมีชื่อเรียกซอฟแวร์นี้ว่า "CFPack" (Carbon footprint + Packaging)" ซอฟแวร์สำหรับวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ ซึ่งได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่คุ้นเคย กับการประเมินปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นของบรรจุภัณฑ์ให้สามารถประเมินค่าอย่าง ง่ายได้เองและรวดเร็วเพื่อจะได้นำข้อมูลนี้ไปประกอบในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น
           ซอฟแวร์นี้ได้ถูกพัฒนาบน MS Excel เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อผู้ใช้งานในด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการทราบ ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นของบรรจุภัณฑ์ที่ได้ออกแบบไว้ในเบื้องต้น โดยซอฟแวร์ตัวนี้จะครอบคลุมการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นของบรรจุภัณฑ์ 4 ประเภท ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ประเภทแก้วสำหรับใส่เครื่องดื่ม , บรรจุภัณฑ์ประเภทอลูมิเนียมสำหรับใส่เครื่องดื่ม , บรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกสำหรับใส่อาหาร , บรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษลูกฟูกสำหรับใส่อาหาร โดยผู้สนใจสามารถใช้ซอฟแวร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.thaigdn.net
นางสาว สุภัทรา พึ่งพเดช 5315062 (แหม่ม)

คอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงาน


 จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ พบว่าสำนักงานส่วนใหญ่มักเปิดคอมพิวเตอร์และจอแสดงผลโดยเฉลี่ยประมาณ 9 ชั่วโมงต่อวัน แต่มีการใช้งานจริงเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น

คุณลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ฉลากเขียว
    เป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะการใช้พลังงานต่ำได้และผ่านการทดสอบการปล่อยสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวน ช่วยประหยัดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกประเภทของพลาสติกที่สมารถนำกลับมาแปรรูปใช้ใหม่ได้

หัวใจสำคัญของคอมพิวเตอร์ฉลากเขียว
     คอมพิวเตอร์ในที่นี้ครอบคลุมเฉพาะคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (personal computer –PC ) เช่น คอมพิวเตอร์ชนิดตั้งโต๊ะ (desktop) และอุปกรณ์เครื่องบริการ ณ จุดขาย

คอมพิวเตอร์ที่มีสัญลักษณ์ฉลากเขียวจะพิจารณาที่อุปกรณ์สำคัญในตัวเครื่อง คือ หน่วยระบบคอมพิวเตอร์ จอแสดงผล และระบบรวมชุดมีรายละเอียดดังนี้
-   ผลิตหรือประกอบโดยโรงงานที่ได้รับการรับรอบระบบ คุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ,ISO 9002  หรือโรงงานที่มี  การควบคุมคุณภาพตามที่กำหนด หรือได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานขององค์กรระดับประเทศ
-   กระบวนการผลิต การขนส่ง และการกำจัดของเสียหลังใช้ผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับราชการ
-   ไม่ใช้สารซีเอฟซี (CFCs)  ในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์
-   ใช้สัญลักษณ์บ่งบอกประเภทของพลาสติกบนส่วนประกอบพลาสติก

ฉลาดรู้ฉลาดใช้
-   เลือกซื้อคอมพิวเตอร์ที่ได้การรับรองมาตรฐานได้แก่ ฉลากเขียว , EnergyStar ช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า
-   ปรับตั้งค่าประหยัดพลังงานในระบบคอมพิวเตอร์
-   ทำความสะอาดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด เพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์มีประสิทธิภาพสูง
-   ปิดจอภาพคอมพิวเตอร์ในเวลาพักเที่ยงหรือตั้งโปรแกรมพักหน้าจอ
-   ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ทั้งหมดหลังเลิกงานพร้อมทั้งดึงปลั๊กออก




ที่มา : http://www.it.coj.go.th/tippowersafe.html


นายอธิคม  คำสอนทา  (ก๊อบ)

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ไอทีสีเขียว

          การใช้ไอทีอย่างอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น เป็นประเด็นที่กำลังกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน อาจจะเป็นเพราะวิกฤติสภาวะแวดล้อมและพลังงานที่ส่งผลชัดเจนต่อการดำเนินชีวิตไปทั่วโลก โดยความหมายของการใช้ไอทีอย่างอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือไอทีสีเขียวนั้น เราสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเด็นใหญ่ ๆ คือ ข้อแรกการ ’สร้าง“ ไอทีอย่างคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ข้อสองคือ การ ’ใช้“ ไอทีโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและประการสุดท้าย คือการ ’ประยุกต์“ ใช้ไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม และเน้นหลักการปฏิบัติห้าประการคือ 1) นำมาใช้ใหม่ 2) ใช้อย่างอเนกประสงค์ 3) ใช้น้อยแต่ให้ได้มาก 4) ใช้อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 5) ลดการใช้สิ่งไม่จำเป็น

          ประการแรกเรื่องของการ “สร้าง” ไอที หรือเทคโนโลยีสารสนเทศทำได้โดยการสร้างหรือการใช้ทักษะทางวิศวกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิต ลดต้นทุนเช่น “การนำมาใช้ใหม่” การออกแบบตัวผลิตภัณฑ์ทางไอทีไม่ว่าจะเป็น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เนตเวิร์กให้อเนกประสงค์มากขึ้น คือใช้ได้หลายวัตถุประสงค์ เช่นซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้หลายประเภทไม่เฉพาะเจาะจงจนเกินไป ใช้พลังงานน้อยเช่นใช้เวลาคำนวณน้อยลงแต่ได้ผลลัพธ์รวดเร็ว ลดการใช้พลังงาน ทรัพยากร เช่นไฟฟ้า น้ำ แบตเตอรี่ กระดาษในการสร้างไอที ลดของเสียและขยะไอทีเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม

          ประการที่สองการ “ใช้” ไอทีอย่างคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่นง่าย ๆ ที่สุดคือการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วงที่ไม่ใช้งานเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า การใช้งานเครือข่ายอย่างคุ้มค่า ไม่ปล่อยให้เปลืองค่าใช้จ่าย การใช้ซอฟต์แวร์ปรับความสว่างที่เหมาะสมของจอภาพ การจำกัดการใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือการปรับสภาพแวดล้อมการใช้งานเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์เช่นอุณหภูมิห้อง และเพิ่มสมรรถนะของเครื่องเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่คุ้มค่าพลังงานไฟฟ้าเช่นเปลี่ยนเครื่องรุ่นเก่าที่กินไฟด้วยเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

          ประการสุดท้ายคือการ “ประยุกต์” ใช้ไอทีในการรณรงค์ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เช่นการใช้ไอทีช่วยคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือรอยเท้าคาร์บอน เพื่อช่วยตัดสินใจในการจัดการอุตสาหกรรมโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การใช้ไอทีเป็นตัวควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้า อย่างเช่นสมาร์ต
กริด หรือการเชื่อมต่อการใช้พลังงานเข้าเป็นเครือข่ายโดยมีระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด การใช้ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ฝังตัวช่วยเป็นตัวตรวจจับการใช้งานในการประหยัดไฟในโรงงาน พื้นที่สาธารณะ ประหยัดการใช้น้ำ หรือ ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับอากาศภายในอาคาร เป็นต้น

          ในช่วงวันที่ 1 ถึง 7 มิถุนายน ของทุกปีจะเป็นสัปดาห์รณรงค์ไอทีสีเขียว ที่จัดติดต่อ โดยมีความร่วมมือกันในระดับนานาชาติมากกว่า 37 ประเทศ โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการบริจาค นิทรรศการออนไลน์ ผ่านทางสังคมเครือข่าย รวบรวมคนดังมาร่วมรณรงค์ มีการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ เอกสาร งานวิจัย บทความ หนังสือ เกี่ยวกับการใช้ไอทีสีเขียว ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมมีส่วนในการรณรงค์ได้ที่ http://www.greenitweek.org/

          ท้ายสุดขออัญเชิญบางส่วนจากคำบรรยายปาฐกถาพิเศษของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานไอทีเฉลิมพระเกียรติ : เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อประชาชน วันที่ 2 มิถุนายน 2538 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ “ขอฝากข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีไว้เล็กน้อย เทคโนโลยีต่าง ๆ ทุกประเภท มิใช่แค่เทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ในสังคมโบราณมีประชากรไม่มาก มนุษย์เพียงแต่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทางภูมิศาสตร์ และทางด้านสังคมที่กำหนดขึ้น ก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย แต่ในสังคมปัจจุบันมีคนมาก ทรัพยากรน้อย มนุษย์จะปรับตัวเพียงอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องอาศัยเทคโนโลยีปรับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตนได้ส่วนหนึ่งด้วย เทคโนโลยีจึงทำให้สามารถใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นประโยชน์ต่องานพัฒนาต่าง ๆ นอกจากนั้นยังทำให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายขึ้น เช่น อากาศร้อน หรือหนาวมากทนไม่ได้ ก็มาอยู่ในห้องปรับอากาศให้มีอุณหภูมิตามความต้องการ ไม่ใช่ว่าปรับตนเองให้ทนร้อนหนาวได้ เมื่อสามารถปรับปรุงสิ่งที่มีรอบตัวให้เกิดประโยชน์มากขึ้น มีคนอยู่ในที่ต่างๆ ได้มากขึ้น มีอาหารเลี้ยงคนมากขึ้น มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น ส่งผลให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น และมีความก้าวหน้าทางวัตถุในทุก ๆ ด้านด้วย แต่เราก็ควรมีหลักในการใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่ว่าเป็นทาสของสิ่งที่เราจัดทำขึ้น เราต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ต้องให้ธรรมชาติอยู่ยั่งยืนนาน ไม่ใช่แค่ชั่วลูกชั่วหลานหรือแค่ตัวเรา คือทำแล้ว โกยเอา โกยเอา โกยเอา รวยแล้วเลิก อย่างนี้ก็จะอยู่ได้ไม่นาน มนุษย์เรานั้นควรมีความเป็นอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอิสระในความคิด รู้จักพินิจเรื่องต่าง ๆ กันอย่างกลมกลืน ทั้งทางด้านวัตถุที่อิงอยู่ กับเรื่องเทคโนโลยีและทางด้านจิตใจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน...”

แหล่งที่มา:

ไอทีสีเขียว.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก :http://www.deqp.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=19230%3A2011-05-27-03-26-26&catid=12%3A2010-02-17-11-32-15&Itemid=50&lang=th. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 13 มิถุนายน 2555).

 นางสาวแสงเทียน  ฤทธิไกรสร (แนน)

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วัตถุประสงค์ของวิชา

เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายหลักการของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อมได้
2. เข้าใจและสามารถอธิบายวิธีการการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการจัดการข้อมูลทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรได้อย่างถูกต้อง
3. ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในงานทางด้านสิ่งแวดล้อมได้ไม่ต่ำกว่า 4  ตัวอย่าง
4. อธิบายขั้นตอนของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างละเอียดได้อย่างน้อย 1 ตัวอย่าง
5. จำแนกจุดอ่อนและจุดแข็งของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในงานทางด้านสิ่งแวดล้อมแบบต่างๆ ได้ อย่างน้อย 2 แบบ
6. ระบุหน้าที่ของนักสารสนเทศสิ่งแวดล้อมได้อย่างน้อย 4 หน้าที่
7. อภิปราย และร่วมอภิปรายถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรได้

คำอธิบายรายวิชา


หลักการและการประเมินสถานการณ์ของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการศึกษาและงานทางด้านสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการข้อมูลทางสิ่งแวดล้อม การนำสารสนเทศทางสิ่งแวดล้อมในการตัดสินใจ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการและการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

Principle and situation evaluation of information technology implementation in environmental studies and works Iimplementation of information technology in environmental information management Using environmental information in decision making for integrated solving of environmental problems and sustainable development

ยินดีต้อนรับสู่การเรียนรู้

ยินดีต้อนรับสู้การเรียนรู้แบบใหม่
ถึง นักศึกษา ESi ที่ลงวิชา ENST331 ทุกท่าน
Blog นี้มีเพื่อให้นักศึกษาทุกท่านร่วมกันแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับวิชา ENST 331: Principle of Environmental Informatics (หลักการทางสารสนเทศสิ่งแวดล้อม)
ข้อตกลง
1. ขอให้นักศึกษาทุกท่าน เขียนบทความอย่างน้อย หนึ่งบทความ ต่อหนึ่งสัปดาห์ ที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับรายวิชา ทั้งนี้ เนื้อหาของ บทความจะต้องมีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับวิชาหลักการทางสารสนเทศสิ่งแวดล้อม
2. แสดงความคิดเห็นต่อบทความของเพื่อน อย่างน้อย 2 ความคิดเห็นต่อสัปดาห์ โดยแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งให้เหตุผล
3. เรียนรู้ แลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นแบบกัลยาณมิตร ไม่ใช่การโต้วาที หรือ การแข่งขันเพื่อแก้แค้น หรือ แพ้ - ชนะ
4. ลงชื่อท้ายบทความของตนเองด้วย ทุกครั้ง ตัวอย่าง นางสาวหิรัญญิกา ศรีวงษ์กลาง (จ๋อม)
ขอให้เปิดใจใสใส ในการเรียนรู้นะคะ
อาจารย์จงดี โตอิ้ม